
รัฐต้องออกแรงเพิ่ม
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญ มีประชาชนเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ส่วนประเด็นที่ 2 ในส่วนของคำถามพ่วงท้าย ประชาชนก็เห็นชอบมากกว่า สะท้อนว่าคนไทยได้เลือกอนาคตของประเทศไทยแล้ว
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญ มีประชาชนเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ส่วนประเด็นที่ 2 ในส่วนของคำถามพ่วงท้าย ประชาชนก็เห็นชอบมากกว่า สะท้อนว่าคนไทยได้เลือกอนาคตของประเทศไทยแล้ว
แต่การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นก้าวแรกของประเทศไทยเท่านั้น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากจะเห็นทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ โดยเฉพาะการเดินหน้าตามโรดแมปจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2560 จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง ปลุกความเชื่อมั่นให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการยอมรับของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย
แต่กว่าจะเห็นการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้า ยังมีความไม่แน่นอนในหลายๆ เรื่องเกิดขึ้นได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงกระตุ้นในหลายรูปแบบจากรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง เพราะแรงส่งจากนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล คสช. และมาตรการกระตุ้น กำลังซื้อ เริ่มส่งผลเชิงบวกอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวเลขสำคัญหลายตัวดีขึ้น อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน อยู่ที่ระดับ 72.5 ซึ่งเกิดจากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก
ขณะที่ความเสี่ยงจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือความกังวลจากเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมถึงมาตรการการกีดกันทางการค้า ยังคงรบกวนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกของเดือน มิ.ย. ติดลบ 0.07% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่งผลให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังปรับลดคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปีนี้เป็นติดลบ 1.9% จากเดิมคาดติดลบ 0.7%
ดังนั้น รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐ ยังจะต้องออกแรงมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อเร่งระบายโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ในท่อจำนวนมาก แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศนโยบายให้โครงการที่เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) เข้าสู่กระบวนการพีพีพีฟาสต์แทร็ก เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดความรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่างานประมูลจะออกมาน้อยกว่าที่ตลาดหรือนักลงทุนไทยและต่างประเทศอยากจะเห็น ทำให้เป้าหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ 3% หรือมากกว่านั้นอาจจะมีโอกาสไม่มากนัก
ล่าสุดสหรัฐยังต้องปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไตรมาสแรก และไตรมาส 2 ซึ่งในไตรมาส 2 คาดว่าจะเติบโตถึง 2.6% แต่เกิดขึ้นจริงเพียง 1.2% ซึ่งยังไม่รวมโอกาสที่จะเกิดผลกระทบจากกรณีสหราชอาณาจักรลงประชามติว่าต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต
นอกจากนั้น ภาครัฐควรจะทบทวนนโยบายกระตุ้นการลงทุนในหลายๆ เรื่องที่ใช้ไม่ได้ผล หรือไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพื่อที่จะทุ่มกำลังคนและทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไปลงในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน หรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น อาทิ การเปิดให้เอกชนยื่นประมูลเพื่อบริหารพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งภาคเอกชนส่งสัญญาณว่าความน่าสนใจน้อย การลงทุนไม่คุ้มกับความเสี่ยง แต่ภาครัฐยังคงเดินหน้าเปิดประมูลต่อไป แม้จะไม่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนก็ตาม
ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจควรจะถือโอกาสที่การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เร่งผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทย







