
เตือนทุนนอก หนีซบเพื่อนบ้าน
โดย...นักลงทุนต่างชาติหวั่น ทิศทางการเมืองหลังประชามติยังไม่แน่นอน
โดย...นักลงทุนต่างชาติหวั่น ทิศทางการเมืองหลังประชามติยังไม่แน่นอน
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติมองว่า แม้จะมีการลงประชามติ แต่ก็ยังไม่รู้ทิศทางของประเทศหลังการลงประชามตินี้ ทำให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจที่จะลงทุนโครงการใหม่ และอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะชะลอตัวยืดยาวต่อไป
ด้าน คริสตัล ตัน นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิตัล อีโคโนมิกส์ บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจในสิงคโปร์ ระบุกับสำนักข่าววีโอเอนิวส์ว่า นักลงทุนทุกฝ่ายกำลังจับตาว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากการลงประชามตินี้ โดยมีความกังวลอย่างมากถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเลื่อนการจัดการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในปีหน้าออกไป และทำให้รัฐบาลทหารอยู่ในอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
ตัน เสริมว่า ค่อนข้างมีทัศนคติด้านลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยจะทำผลงานในระยะกลางได้แย่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองฝังรากลึกและไม่ได้รับการแก้ไข
ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่ทหารเข้ายึดอำนาจในปี 2014 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตในระดับปกติที่ราว 3.5% โดยได้รับแรงกระตุ้นมาจากการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีส่วนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สุดคือ การใช้จ่ายภาคเอกชน ซึ่งมีแนวโน้มยังชะลอตัวหลังเติบโตเพียง 1.5% ในปี 2015
นอกจากนี้ คริส เบเกอร์ นักวิจารณ์เศรษฐกิจไทย เปิดเผยว่า การลงประชามติก่อให้เกิดความรู้สึกไม่แน่นอนในบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
“นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่า รัฐบาลทหารในปัจจุบันเป็นรัฐบาลชั่วคราว และนักลงทุนเหล่านี้ก็ต้องการเห็นทิศทางของรัฐบาลที่คาดว่าจะอยู่ถาวรในเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะได้เริ่มดำเนินธุรกิจและการเจรจาข้อตกลงต่างๆ อย่างจริงจัง” เบเกอร์ กล่าว
ขณะที่ แกรี่ เอ็น.เคลแมน ผู้เชี่ยวชาญตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และผู้บริหารเคลแมน อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ ระบุว่า ปัญหาทางการเมืองในไทยจะยังเกิดขึ้นและอาจจะนำมาสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หันไปสนใจลงทุนในโครงการระยะยาวในประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า เช่นเดียวกับมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่ได้เคยเตือนไทยไว้ก่อนหน้านี้ว่า ปริมาณเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเข้ามาในไทยอยู่ในความเสี่ยงที่เกิดจากปัญหาทางการเมือง
อย่างไรก็ดี เคลแมน คาดการณ์ว่า ในส่วนของตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มทำผลงานได้ดีนำหน้าหลายประเทศในเอเชีย โดยตลาดช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มมา 25% ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐในดัชนีเอ็มเอสซีไอ เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและค่าเงินบาทที่แข็งค่า ช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
ในทำนองเดียวกัน มอร์แกน สแตนลีย์ มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองและผลการลงประชามติในไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากบรรดาผู้ออกนโยบายจะปรับนโยบายเพื่อรับรองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การบริโภคในประเทศอาจจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในระยะสั้น







