posttoday
กฎแห่งกรรมกับชีวิต

กฎแห่งกรรมกับชีวิต

07 สิงหาคม 2559

ผู้เขียนให้ความสำคัญเรื่องกฎแห่งกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งการทำงานและชีวิตครอบครัว

โดย...ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์

ผู้เขียนให้ความสำคัญเรื่องกฎแห่งกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งการทำงานและชีวิตครอบครัว จากประสบการณ์ชีวิตผู้เขียนและการบอกเล่าโดยผู้ได้รับการบำบัดจิตใต้สำนึก พบว่า กฎแห่งกรรมเป็นความจริงที่ไม่ใช่ความเชื่อ แต่หลายคนสำคัญผิดว่าเป็นความเชื่อและบางคนกล่าวถึงขั้นว่า กฎแห่งกรรมเป็นความงมงาย

ผู้อ่านทราบได้ง่ายๆ เองว่า อะไรคือความเชื่อหรือความจริง โดยหลักคิดใดมาจากนักปรัชญามักเป็นความเชื่อ เช่น เพลโต (Plato) กล่าวถึง Law of Affinity หรือกฎแห่งการคล้ายคลึงกัน ว่า สิ่งเหมือนกันจะดึงดูดสิ่งที่คล้ายคลึงกันเข้าหากัน ผู้เขียนเชื่อเช่นเดียวกับเพลโตครับ แต่ผู้เขียนพบว่าบางครั้งคนดีก็ต้องไปพบเจอคนชั่ว บางครั้งคนดีก็โดนคนชั่วเล่นงานและเอาเปรียบ แสดงว่า ปรัชญานี้เป็นความเชื่อ คือ “เป็นจริงมากกว่าไม่เป็นจริง” ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังทำวิจัยหักล้างแล้ว

ขณะที่ กฎแห่งกรรม เป็นเรื่องเหตุและผล หรือ Cause and Effect ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เป็นความจริง พระพุทธองค์ได้ข้อสรุปนี้จากการปฏิบัติด้วยพระองค์เอง และเรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเป็นจริงกับทุกๆ คน หมายความว่าเป็นจริงไม่มีข้อจำกัดเวลาและสถานที่ เช่น คนเราต้องมีลมหายใจจึงมีชีวิต ในอดีตคนที่มีลมหายใจถึงจะมีชีวิต วันนี้และวันหน้าคนก็ต้องมีลมหายใจถึงจะมีชีวิต และการที่กฎแห่งกรรมเป็นความจริง ทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งเคยเติบโตในเอเชียขยายตัวไปโลกตะวันตกกว้างขวาง ปัจจุบันนี้คำสอนที่แพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตกคือ สติ (Mindfulness) และกฎแห่งกรรม (Law of Karma)

กฎแห่งกรรมเกี่ยวข้องกับรากฐานของคนทั้งด้านความสุขกาย ความสุขใจ ความมั่นคงด้านการเงินและการงาน ผู้เขียนค้นคว้าความสัมพันธ์ของกฎแห่งกรรมที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระหว่างศึกษาปริญญาเอกด้านพระพุทธศาสนาสาขาพุทธจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิชาที่นิสิตปริญญาเอกต้องเรียนทุกคนคือพระอภิธรรม ภาษาบาลี พระสุตตันตปิฎกที่เกี่ยวกับเรื่องจิตและกฎแห่งกรรม ส่วนงานดุษฎีนิพนธ์ของผู้เขียนก็เกี่ยวข้องกับกรรมบำบัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับจิตใต้สำนึกบำบัด

ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจหลายอย่างจึงทำวิจัยกรรมบำบัด เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม เกิดกับผู้เขียนเอง 15 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมีอาการปวดหัวแบบไมเกรนตลอดหลายปีก่อนหน้า ปีนั้นเองอาการปวดหัวไมเกรนรุนแรงมาก ระหว่างจัดสัมมนาให้ลูกค้าอยู่ก็ทนปวดหัวไม่ไหว จำได้ว่าต้องหลบลูกค้าไปอาเจียนที่ห้องน้ำแล้วเกิดอาการเวียนศีรษะ จากนั้นจำได้ว่าลูกน้องช่วยพาไปโรงพยาบาลและทีมงานที่เหลือก็จัดสัมมนาให้ลูกค้าต่อจนเรียบร้อย

ครั้งนั้นนอนป่วยและรักษาอาการปวดไมเกรนที่โรงพยาบาลถึง 9 วัน เพราะปวดมากและกินอาหารไม่ได้เลย ขยับปากจะกินข้าวก็ปวดหัวมากทันที สิ่งที่ผู้เขียนเห็นติดตาคือภาพปลาช่อนและตัวกิ้งก่าที่เมื่อครั้งยังเด็กเคยยิงหนังสติ๊กเข้าที่หัวจนมันตายไปหลายตัว ผู้เขียนจึงเข้าใจว่ามันต้องเจ็บทรมานแบบผู้เขียนนี่แหละ จึงเสียใจมากและกล่าวกับตัวเองในใจว่าถ้าหายป่วยคราวนี้จะไม่กินเนื้อสัตว์อีกเลย จึงเริ่มกินมังสวิรัติจนบัดนี้

นอกจากความเจ็บป่วย ผู้เขียนมักเจอบริวารบางคนที่เคยดีกับเราภายหลังกลับมาเป็นศัตรู คดโกง ผู้เขียนมักมีลางบอกเหตุ เห็นภาพอะไรต่ออะไรตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น เช้ามืดบ้าง กลางดึกบ้าง แต่มักเห็นเป็นภาพเก่าๆ จำไม่ได้ว่าภาพอะไร แต่ในความรู้สึกรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี และมันกำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งลางสังหรณ์แม่นยำทุกครั้ง ซึ่งกรรมก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนทำวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการย้อนรอยอดีตชาติบำบัดตามแนวจิตวิทยาบูรณาการนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน