posttoday
เหลืออะไรให้หวัง

เหลืออะไรให้หวัง

07 สิงหาคม 2559

หลายปีที่ผ่านมานี้ ผมพบว่าคนเจเนอเรชั่นผม (เกิดช่วงปลายยุค 80’s-กลางยุค 90’s) จำนวนไม่น้อย

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

หลายปีที่ผ่านมานี้ ผมพบว่าคนเจเนอเรชั่นผม (เกิดช่วงปลายยุค 80’s-กลางยุค 90’s) จำนวนไม่น้อย มีความรู้สึก“สิ้นหวัง” กับประเทศไทยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะยุคที่เราเติบโตจนพอที่จะมีส่วนร่วมกับ “สังคมภายนอก” ได้ คือตั้งแต่เรียนในระดับอุดมศึกษา จนถึงจบมาทำงานแรก งานที่สอง เราเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคมอย่างมโหฬาร แทบจะเรียกได้ว่าไม่เหลือพื้นที่ของการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เลย

อย่างน้อยๆ ช่วง 6-7 ปีมานี้ เรามีคนตายจากวิกฤตทางการเมืองเกินร้อยคน (มากกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ) เรามีนายกรัฐมนตรีที่เปลี่ยนเป็นว่าเล่น ดัชนีคอร์รัปชั่นก็สูงลิ่ว ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจก็ถูกฉุดรั้งจากความเกลียดชังทางการเมืองไปด้วย จนประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดอะไรจากนักลงทุนต่างชาติได้อีกต่อไป

ผมโตไม่ทันวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 แต่เท่าที่ศึกษามา ผมพบว่าครั้งนั้น “เด็กจบใหม่” ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะเดียวกัน ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น เราก็ฟื้นตัวได้ค่อนข้างรวดเร็ว

เพราะอย่างน้อย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมของประเทศ ค่าแรงขั้นต่ำที่ค่อนข้างถูก แรงงานฝีมือที่แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้สบาย และสภาพการเมืองที่ “นิ่ง” กว่า ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

ต่างจากในปี 2016 ที่เรามองเห็นแต่ความเจริญเติบโตของประเทศรอบๆ บ้านหลายแห่ง ซึ่งมีค่าแรงต่ำกว่า และอัดเงินด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อดึงดูดนักลงทุนมากกว่า ขณะเดียวกัน นโยบายการเมืองก็คงที่ จนอาจเรียกได้ว่า “เขา” มีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่าในทุกด้าน

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมการเติบโตของโลกดิจิทัล ที่ฆ่า “สินค้า” อะนาล็อกไปหลายตัวในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ การเกิดขึ้นของระบบ “Cloud” ซึ่งส่งผลโดยตรงกับบ้านเรา เมื่อโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์หลายแห่งตัดสินใจลดขนาดตัวเองลง และเลิกจ้างแรงงานไปจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้กระมัง รัฐบาลเราถึงต้องเร่งสร้าง “รถไฟความเร็วสูง” โดยที่ไม่ต้องห่วงว่าจะใช้หนี้ถึงรุ่นเหลน

เมื่อครั้งเรียนจบใหม่ๆ ผมมักจะได้ยินนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” หรือประเทศ Middle Income Trap นั่นหมายความว่า เราอยู่ในประเทศกำลังพัฒนามานานมาก ด้วยเหตุจำเป็นสำคัญ คือไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ทำได้ดีที่สุดคือเป็นเพียงประเทศรับจ้างผลิต-ส่งออก

ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นสภาพการเมืองยังคงลุ่มๆ ดอนๆ สังคมยังคงแตกแยกสูง การคอร์รัปชั่นยังมีอยู่ไม่ว่ารัฐบาลจะมีคำนำหน้าว่า “นาย” หรือ “พลเอก” ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากรัฐราชการยังเชื่องช้า รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบอบคอร์รัปชั่นให้เจริญเติบโต

แน่นอน ทางออกมีเพียงทางเดียว คือ “รื้อ” และ “โละ” กระบวนการล้าหลังเหล่านี้ออกไป ซึ่งก็ต้องอาศัยพลังที่ช่วยกันทำ หากการเมืองทำ ประชาชนจำนวนหนึ่งก็ไม่ไว้วางใจ แต่หากปฏิรูปโดยให้รัฐราชการเป็นตัวนำ นอกจากจะมีประชาชนกลุ่มใหญ่ไม่ไว้วางใจเช่นเดียวกันแล้ว ก็คงหวังให้เกิดมรรคผลอะไรไม่ได้ เพราะรัฐราชการก็คือส่วนหนึ่งของความล้มเหลวและการคอร์รัปชั่น

ที่สำคัญคือ เราให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือเข้าร่วมวงในการปฏิรูปน้อยมาก เพราะปัจจัยสำคัญคือคนเจเนอเรชั่นก่อนหน้า คิดว่าคนรุ่นนี้ไม่มีความรู้ ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมได้ง่าย และไม่มีประสบการณ์มากเท่าพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น คนในเจเนอเรชั่นก่อนหน้า (ที่กินเงินเดือนสูงกว่า ทำงานสบายกว่า) ยังตีขลุมไปเสียอีกว่า “ความคิดเห็น” มีค่าเท่ากับ “ความวุ่นวาย” เพราะฉะนั้น ให้คนกลุ่มนี้ก้มหน้าก้มตากินเงินเดือนต่ำกว่าต่อไป

ความจริงเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สังคมที่มีคนวัย 50+ เยอะกว่า และเสียงดังกว่าคนหนุ่มสาวนั้น ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญมาแล้ว อย่างในกรณีการทำประชามติของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ก็เป็นคนกลุ่มนี้ที่มีมากกว่า เสียงดังกว่า จนทำให้ฝ่ายโหวต “ออก” ชนะไปในที่สุด แม้ว่าคนรุ่นใหม่ (ที่จะเป็นเจ้าของประเทศไปอีกนานกว่า) จะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ความ “สิ้นหวัง” จึงไม่ใช่เพียง “ความรู้สึก” แต่มีเหตุและผล มีที่มาที่ไป หากยังไม่สามารถสร้างโอกาส รวมถึงการมีส่วนร่วมจากคนทุกกลุ่มทุกวัยอย่างแท้จริงได้ และปล่อยให้ใครไม่รู้มาตัดสินอนาคตของพวกเรา เราก็คงจมอยู่ในหลุมที่ลึกลงไปเรื่อยๆ จนไม่รู้จะฟื้นเมื่อไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท