
การเดินทางกลับเมืองจีน
การเดินทางของผม เริ่มจากขึ้นเครื่องบินไปลงที่ฮ่องกง โดยไปกับบริษัทซุ่นอัน การท่องเที่ยว
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
การเดินทางของผม เริ่มจากขึ้นเครื่องบินไปลงที่ฮ่องกง โดยไปกับบริษัทซุ่นอัน การท่องเที่ยว ซึ่งได้แนะนำและพาไปซื้อของฝากมากมายตามที่ผมต้องการ อาทิ จักรเย็บผ้า จักรยาน วิทยุ นาฬิกา พัดลม และของอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
ผมใช้เวลาตระเวนซื้อของในฮ่องกง 7 วัน 7 คืน โดยพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ห้องหนึ่งนอนรวมกันหลายคน ที่นอนเป็นเตียงนอน 3 ชั้น เวลาจะนอนต้องปีนขึ้นไป ได้เห็นชีวิตของคนยากจนแร้นแค้นลำบาก และได้เห็นคนร่ำรวย มีอันจะกิน มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โตหรูหรา ผมเห็นความแตกต่างจากการปกครองในช่วงนั้น ซึ่งในขณะนั้นฮ่องกงอยู่ภายใต้การบริหารของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีข้อดีคืออย่างน้อยยังมีคนรวยอยู่บ้าง เพราะคนจีนที่อยู่ในฮ่องกงภายใต้การปกครองของอังกฤษยังมีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถและความขยันสร้างเนื้อสร้างตัวให้รวยขึ้นได้ แต่คนจีนผืนแผ่นดินใหญ่ในสมัยนั้น มีความเป็นอยู่แบบจนเท่ากันหมดไม่มีโอกาสได้ต่อสู้สร้างฐานะของตัวเอง
ผมอยู่ที่ฮ่องกง 1 สัปดาห์ เพื่อเลือกซื้อของไปฝากญาติ ของที่ซื้อมีจำนวนมาก และต้องใส่กระสอบผ้าเย็บให้เรียบร้อย เขียนชื่อ ที่อยู่ปลายทางลงบนกระสอบผ้าทั้งหมด เมื่อบรรจุของทุกอย่างลงในกระสอบผ้าเสร็จแล้ว พบว่ามีจำนวนมากถึง 17 กระสอบ พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ
เมื่อมีข้าวของมากมายเช่นนั้น ผมจึงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของศุลกากรตามนโยบายของคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งเปิดประเทศ ผมใช้เงินซื้อของไปนับแสนบาท มีทั้งอาหารการกิน ได้แก่ น้ำตาลปี๊บ น้ำมันมะพร้าว แป้งบะหมี่ ประเภทเสื้อผ้า ผมซื้อผ้าฝ้ายหนาไป 5 ม้วนใหญ่ ซื้อเสื้อกันหนาว เพราะที่เมืองจีนหนาวมาก ส่วนเสื้อยีนส์ กางเกงยีนส์ รัฐบาลจีนห้ามนำเข้า เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศทุนนิยม
จากฮ่องกง ผมเดินทางไปที่จิงเป่ย โดยนั่งเรือ ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่า และต้องพักแรมที่นี่ต่ออีก 7 คืน เนื่องจากมีชาวจีนโพ้นทะเลจากทั่วโลกพากันกลับบ้านเกิดเป็นจำนวนมาก และต้องเข้าคิวรอศุลกากรตรวจสอบของทั้งหมดที่จะนำเข้าประเทศจีน
ด่านที่จิงเป่ยตรวจสอบละเอียดมาก ขนาดลูกลอยซึ่งเป็นสินค้าของบริษัทที่ผมนำมาจากเมืองไทยด้วย เพื่อให้ญาติดูว่าผมทำสินค้าอะไรขาย ยังถูกเจ้าหน้าที่ผ่าออกตรวจสอบ เพื่อดูว่ามีการซุกซ่อนเอกสารหรือหนังสือทุนนิยมหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไร
ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่เมืองจิงเป่ยต้องกักของ 17 กระสอบ ไว้เพื่อตรวจสอบ ผมจึงไม่รอการตรวจสอบ แต่รีบเดินทางกลับบ้านเกิดก่อน โดยเดินทางจากจิงเป่ยไปกว่างโจว แล้วพักที่โรงแรมหัวเฉียวอีก 2 วัน การเดินทางคราวนั้นผมรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมาก เนื่องจากไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร เพราะพวกเขาใช้ภาษาจีนกวางตุ้ง แต่ผมพูดจีนแคะ และผมเดินทางเพียงลำพังคนเดียว ไม่มีเพื่อนฝูงไปด้วย
จากกว่างโจวผมต้องเดินทางต่อไปเพื่อไปให้ถึงบ้านอีก 1 วัน เส้นทางที่ผมใช้เดินทาง คือ ออกจากกว่างโจวตรงไปที่อำเภอเหมยโจว และสุดท้ายที่อำเภอฮงสุน ซึ่งใช้เวลาเดินทางโดยรถกว่า 15 ชั่วโมง
การเดินทางช่วงนี้ถนนหนทางยังไม่ดี อยู่ในสภาพชำรุด ซึ่งเกิดจากการขุดทำลายทิ้งช่วงสงครามเพื่อต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น โดยถนนเล็กๆ แคบๆ ถูกขุดเป็นช่วงๆ ผมยังมองด้วยความสงสัยว่า เวลาล่วงเลยมากว่า 30 ปีแล้ว ทำไมทางการจีนถึงยังไม่ซ่อมแซมถนนให้ใช้ได้เหมือนเดิมอีก
ผมเดินทางมาถึงบ้านเกิดที่ฮงสุนแล้ว แต่ยังไม่กล้าเข้าไปที่หมู่บ้านทันที ทั้งๆ ที่ใจผมเต้นระทึก อยากเห็นบ้านเกิดเต็มที ทั้งนี้เพราะคิดว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว หากเข้าบ้านไปตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้นอนพัก ญาติพี่น้องคงต้องมารุมล้อมและซักถามเรื่องราวต่างๆ จากผม ผมจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของหมู่บ้าน เพื่อบอกเขาว่าผมมาถึงแล้ว และจะเข้าพักที่โรงแรมก่อน
ผมเช่าห้องที่โรงแรมเล็กๆ ในฮงสุน คิดว่านอนพักเอาแรงสักคืนหนึ่ง หลังจากที่ผมโทรศัพท์ไปหาหัวหน้าประจำหมู่บ้าน สักพักใหญ่หัวหน้าฯ ซึ่งผมมารู้ภายหลังว่าเป็นเพื่อนของผมในสมัยเด็กนั่นเอง ก็ขี่จักรยานฝ่าสายฝนมากับพรรคพวกอีกสองคน เมื่อพบกันเราทักทายกอดกันด้วยความดีใจ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานหลาย 10 ปี เขาขอให้ผมกลับบ้านไปในคืนนั้นเลย แต่ผมให้เหตุผลว่าผมเดินทางมาเหนื่อยมาก ขอนอนพักเอาแรงสักคืนก่อน และนัดให้เขามารับผมตอนเช้า
คืนนั้นผมนอนหลับสนิทด้วยความสบายใจ มีความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะที่นี่คือบ้านเกิดของผม เป็นที่ที่ผมใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็กๆ จนเป็นหนุ่มอายุ 20 ปี
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







