posttoday
ทบทวนจีดีพีรอบใหม่ หลังปัจจัยเสี่ยงเพียบ

ทบทวนจีดีพีรอบใหม่ หลังปัจจัยเสี่ยงเพียบ

06 สิงหาคม 2559

หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจต่างทบทวนเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ใหม่

หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจต่างทบทวนเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ใหม่ หลังจากที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้มีการทบทวนจีดีพีที่ได้ดำเนินการกันไปหนึ่งรอบแล้ว แต่ยังไม่ได้รวมปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นอีกหลายเรื่องใหญ่ในขณะนี้

เรื่องใหญ่ที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงแบบโดมิโน คือ ผลจากประชามติที่สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ทำให้ค่าเงินปอนด์และยูโรอ่อนค่า ส่งผลให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้าย ธนาคารกลางอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2552 ลงสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0.25% จาก 0.50% หลังจากคาดว่าเศรษฐกิจจะซบเซาไปตลอดปีนี้และอ่อนแอไปจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ การที่คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 28 ล้านล้านเยน ออกมา ซึ่งนับเป็นมาตรการที่มีวงเงินสูงสุดตั้งแต่มาตรการกระตุ้นในช่วงวิกฤตปี 2551-2552 หากพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบากมาก เศรษฐกิจอยู่ในภาวะซึมมาอย่างยาวนาน ปัญหาเงินฝืดเรื้อรัง ค่าเงินเยนยังคงผันผวนไปในทิศทางที่อ่อนค่า

นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศของไทยเอง ในเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แม้จะยังไม่ทราบผลว่าจะออกมาอย่างไร แต่นี่ถือเป็นความเสี่ยงที่ต่างชาติมองไทย ไม่ว่าจะเป็น ฟิทช์ เรทติ้งส์ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก ต่างมองว่ามีความเสี่ยงที่การเมืองไทยอาจจะวุ่นวายอีกครั้งจากเหตุการณ์นี้ก็ได้

ไม่ว่าผลประชามติจะเป็นเช่นไรก็จะไม่อาจทำลายพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่กำลังดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ ก็เตรียมที่จะทบทวนตัวเลขจีดีพีกันอีกครั้ง โดยนำผลจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยที่บั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจมารวมด้วย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีปัจจัยใหม่เข้ามา ทั้งเบร็กซิตและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของไทยในวันที่ 7 ส.ค. นี้ รวมทั้งแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ธนาคารจะรอการประกาศจีดีพีไตรมาส 2 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 15 ส.ค. ก่อน เพื่อจะนำปัจจัยทั้งหมดมาทบทวนประมาณการเศรษฐกิจ อาทิ การส่งออก การลงทุนการบริโภค จากเดิมประเมินจีดีพีปี 2559 ไว้ที่ 2.70% และจีดีพีปี 2560 ไว้ที่ 2.80%

อย่างไรก็ดี การส่งออกเดิมปีนี้มองไว้ติดลบ 4% และปีหน้าทรงตัวได้ 0% ยังต้องติดตามว่าผลกระทบจากเบร็กซิตมีผลมากน้อยเพียงใด แต่ที่ต้องจับตามากกว่าคือการนำเข้าที่หดตัวแรงกว่าการส่งออก สะท้อนว่าการลงทุนภาคเอกชนยังชะลออยู่ เพราะสัดส่วน 25% ของการนำเข้าเป็นสินค้าทุนและเครื่องจักร

"ลงทุนเอกชนไตรมาสแรกเติบโต 2% แต่ตัวเลขนำเข้าหด เพราะกำลังการผลิตยังเหลือ อีกทั้งลงทุนเอฟดีไอหดทั้งที่รัฐบาลมีมาตรการภาษีและบีโอไอ คิดว่าบางส่วนมาจากรอความชัดเจนการเมืองไทยและเศรษฐกิจโลก ซึ่งเดิมคาดว่าลงทุนเอกชนจะโต 1.90% จะปรับหรือไม่ขอดูตัวเลขจาก สศช. ก่อน" อมรเทพ กล่าว

ในขณะที่ วิชญายุทธ บุญชิต รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สศช. กล่าวว่า สศช.ยังคงประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2559 อยู่ที่ 3-3.50% ปัจจัยหนุนมาจากมาตรการลงทุนภาครัฐที่กรอบขยายตัวจากปี 2558 ถึง 25% และอัตราการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวกว่า 11.20% ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 10.60% ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า และสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ

ทางด้าน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ไม่ว่าผลการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะออกมาเป็นอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าทั้งปีจีดีพีจะขยายตัวได้มากกว่า 3% เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ได้ดูปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการลงประชามติ แต่ดูเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ทำหลายอย่าง จึงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจะขยายตัวได้ 3% แม้ว่าเอกชนจะยังไม่ยอมลงทุนก็ตาม

"หากเอกชนลงทุนมากขึ้น เศรษฐกิจไทยทั้งปีก็มีโอกาสที่จะเติบโตเกิน 4% ได้ โดยไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยโต 3.20% และไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ 3.40% ในระยะต่อไปจะไม่มีมาตรการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนออกมาเพิ่มเติมอีก เพราะที่ผ่านมาให้ไปเยอะแล้ว และหากเอกชนเชื่อวัฏจักรของเศรษฐกิจที่ทุก 10 ปี จะดีขึ้นก็ต้องรีบลงทุนได้แล้ว เพราะว่าตอนนี้เศรษฐกิจเราแย่มา 5-6 ปีแล้ว ก็เชื่อว่าอีก 3 ปีจะดีขึ้น ดังนั้นหากไม่ลงทุนตอนนี้ก็จะไม่ทัน" รมว.คลัง กล่าว

สำหรับ มูดี้ส์ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีการขยายตัวที่ 2.80% และ 3% ในปี 2560 ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2558 เนื่องจากเห็นว่าไทยยังคงพึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกภาคบริการ มากกว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนและการส่งออกสินค้า

ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงยืนยันการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แม้จะเห็นว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า หลังจากผ่านการลงประชามติไปแล้ว คาดว่าในปลายไตรมาส 3 หน่วยงานต่างๆ จะประเมินภาพเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งเพื่อทำแผนธุรกิจในปีหน้า จะปรับตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็จะต้องไปดูในช่วงดังกล่าว และจะเห็นผลกระทบของสถานการณ์ภายนอกและภายในต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

สำหรับความผันผวนของค่าเงินนั้น อมรเทพ กล่าวว่า ตลาดเงินตลาดทุนในครึ่งปีหลังยังมีทิศทางผันผวน โดยเงินทุนไหลเข้าส่งผลกระทบกับค่าเงินบาทวิ่งไปแข็งค่าสุดที่ 34.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนจะเริ่มอ่อนค่าลงไปที่ 34.90 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แสดงความกังวลสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง แต่เชื่อว่าเป็นการอ่อนค่าระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทสิ้นปีมีทิศทางอ่อนค่ากว่าปัจจุบัน โดยต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในสัปดาห์นี้ หากออกมาดีจะยิ่งทำให้สหรัฐพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ จากนั้นจะมีการส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) เดือน ก.ย. และจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้จริงในการประชุมเดือน ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เงินไหลออกจากไทยและเงินบาทอ่อนค่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท