
คนละร้อยสู่ความสำเร็จ 10 ล. ต่อลมหายใจพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
พลังของสังคมโซเชียลปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์อีกครั้ง เมื่อทุกแรงศรัทธายื่นมือเข้ามาช่วยกระจายข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้งระดมเงินรายละ 100 บาท หรือตามกำลัง มอบให้วราพร สุรวดี อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา และประธานกรรมการมูลนิธิอินสาท-สอาง วัย 81 ปี ผู้ก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก”
วราพร ตั้งเป้าจะเปิดบัญชีขอรับเงินบริจาคให้ได้จำนวน 10 ล้านบาท ก่อนนำไปสมทบกับเงินส่วนตัวอีก 30 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินด้านข้างพิพิธภัณฑ์มูลค่าสูงถึง 40 ล้านบาท
ที่สุดแล้ว วราพรใช้เวลาเพียง 14 วัน ก็สามารถระดมเงินได้ตามเป้า
การระดมทุนในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลัง “วราพร” พบปัญหาว่าการเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บางกอกของนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ภายในซอยเจริญกรุง 43 เขตบางรัก ย่านเก่าแก่ที่ผังเมืองโบราณทำให้ถนนหนทางคับแคบ
นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองทำเลทองที่นักลงทุนกำลังมองหา โดยพบว่าจะมีโครงการก่อสร้างอาคารสูง 8 ชั้น ซึ่งจะบดบังทัศนียภาพ
นั่นทำให้แผนการขยายพื้นที่พิพิธภัณฑ์ต้องเผชิญกับมูลค่าที่ดินราคาสูง และมีกำหนดเส้นตายระดมเงินให้ทันภายในวันที่ 2 ก.ย.นี้เท่านั้น
ในอดีตพื้นที่ด้านข้างติดกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นโรงงานคัดแยกกระดาษ แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ทั้งยังมีสภาพเป็นพื้นคอนกรีต การปรับปรุงสภาพให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของคนเมืองจำเป็นต้องใช้เวลาอีกสักพัก เป้าหมายคือการทำให้เป็นพื้นที่จอดรถท่ามกลางหมู่มวลต้นไม้เขียวขจี อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมมากยิ่งขึ้น
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกมีพื้นที่ 2 แปลง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนถึงมารดาของวราพร คือ สอาง สุรวดี (ตันบุญเล็ก) เมื่อท่านถึงแก่กรรม ตัวบ้านจึงถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากโครงสร้างตัวบ้านและข้าวของเครื่องเรือนต่างๆ สะท้อนถึงศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ความเป็นอยู่ของครอบครัวฐานะปานกลางในสังคมชาวบางกอกยุคสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา
ภายในบริเวณจะมีอาคารทั้งหมด 4 หลัง รายล้อมร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีสะพานไม้ขนาดเล็กเดินข้ามบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัว ถัดมาจะพบอาคารหลังแรกถูกทาด้วยสีขาวโดดเด่น สร้างขึ้นเมื่อปี 2479 ด้วย
งบประมาณจำนวน 2,400 บาท ลักษณะเป็นเรือนไม้สัก 2 ชั้น การออกแบบได้รับอิทธิพลจากยุโรป หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าว รอดพ้นพิษภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาอย่างหวุดหวิด
ชั้นล่างตกแต่งให้เป็นห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องหนังสือ จัดแสดงชุดภาชนะเครื่องเคลือบเบญจรงค์แบบไทย รวมถึงชุดรับประทานอาหารแบบยุโรป ส่วนชั้นบนแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ใช้เป็นห้องนอน วราพร เล่าว่า สมัยก่อนเธอนอนพักอยู่บนชั้นสอง ในช่วงหน้าร้อนต้องนำพัดมาใช้ก็พอจะทำให้นอนหลับได้ไม่ร้อนมากเกิน แต่เมื่อถึงหน้าหนาวบ้านหลังนี้เย็นสบาย ไม่หนาวเกินไปเช่นกัน
“ในวัยเด็กมักมีเพื่อนข้างบ้านมุดรั้วเข้ามาชวนกันไปเล่นที่ใต้ถุนของบ้านหลังนี้อย่างสนุกสนาน เมื่อโตขึ้นในยามที่อารมณ์อยากนั่งพักผ่อนคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มักชอบมานั่งที่ชิงช้าสีขาวด้านข้างตัวบ้าน กลายเป็นมุมโปรดทำให้นึกถึงอดีตและอนาคต” วราพร กล่าว
ถัดมาจะพบอาคารไม้สักหลังที่ 2 ทาสีน้ำตาล เดิมทีตั้งอยู่ที่ซอยงามดูพลี ทุ่งมหาเมฆ สร้างขึ้นเมื่อปี 2472 ชั้นล่างใช้เป็นคลินิกของ นพ.ฟรานซิส คริสเตียน ชาวอินเดีย สามีคนแรกของผู้เป็นมารดา ครั้นบ้านหลังนี้ยังสร้างไม่ทันเสร็จ นพ.ฟรานซิส ก็ล้มป่วยและเสียชีวิต ทำให้การเงินของครอบครัวขาดสภาพคล่อง จึงจำเป็นต้องขายที่ดินแล้วรื้อบ้านมาสร้างใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่พิพิธภัณฑ์ ภายในจัดแสดงห้องนอน พร้อมด้วยเครื่องใช้การแพทย์แบบโบราณหาชมได้ยากยิ่ง
วราพร กล่าวอีกว่า สำหรับอาคารหลังที่ 3 เดิมทีใช้เป็นสถานที่ทำอาหารและทานข้าวกับครอบครัว จึงมีอุปกรณ์ประกอบอาหาร อาทิ เตา กระทะ ตู้กับข้าววางแสดงให้เห็น บางชิ้นเก่าแก่ตามยุคสมัย อย่าง
ตู้เก็บน้ำแข็ง กระต่ายขูดมะพร้าว บรรจุภัณฑ์เครื่องแก้วที่หาดูได้ยาก รับประกันได้ว่าบางชิ้นอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่นักออกแบบรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
ส่วนอาคารไม้หลังที่ 4 ชั้นบนใช้เป็นห้องนอนส่วนตัวของเธอ ในปัจจุบันนี้เวลามีนักท่องเที่ยวหรือนักเรียนเดินทางเข้ามา วราพรจะเดินลงมาต้อนรับด้วยตัวเอง ดังนั้น พื้นที่ด้านล่างของบ้านจึงใช้จัดกิจกรรมสันทนาการ และเป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ทั้งหมด
เมื่อความล้ำค่าของทรัพย์สินเก่าแก่โบราณควรคู่สืบทอดให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา ทำให้ “วราพร” ตัดสินใจมอบบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตบางรัก ขณะเดียวกันก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่ไปด้วยจึงเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย อาทิ ปัญหาคนมาเยี่ยมชมน้อยลง แม้ว่าจะยกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของ กทม.ไปแล้ว แต่ทาง กทม.ไม่เคยทำกิจกรรมส่งเสริมให้คนเข้ามาเที่ยว หรือยื่นมือเข้ามาซ่อมบำรุงสถานที่
วราพร กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมมานานทำให้ต้องตัดสินใจเจรจากับเจ้าของที่ดินบริเวณด้านข้างเพื่อขอซื้อในราคา 40 ล้านบาท จากที่เคยยื่นเรื่องขอเงินไปทาง กทม. แต่ได้รับคำตอบว่างบมีจำกัดต้องจัดสรรให้กับพิพิธภัณฑ์อื่นเท่าๆ กัน ซึ่งทำให้จำนวนเงินไม่เพียงพอ จนในที่สุดลองประกาศขอระดมทุนผ่านทางโซเชียลเพื่อเป็นการกระจายข่าวสารออกไป
วราพร เล่าว่า เริ่มแรกติดขัดตรงที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือ ยิ่งเรื่องโซเชียลเฟซบุ๊ก คนวัย 81 ปี ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย ต้องขอให้ลูกศิษย์ลูกหาช่วยกระจายข่าวให้ ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับดีมาก มีคนโอนเงินเข้ามาให้อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนตัวก็กลัวว่ากระแสจะเงียบไปไม่ทันเวลา เพราะขณะนั้นได้วางเงินมัดจำไปแล้ว 30 ล้านบาท ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นานเงินจากผู้หวังดีทั่วประเทศก็เข้ามาจนครบ 10 ล้านบาท และเริ่มมีผู้สนใจเดินทางเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์มากขึ้นเป็นเท่าตัว
“ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยทำหน้าที่ร่วมกันอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์ให้อยู่ต่อไป เพราะถือเป็นมรดกของคนกรุงเทพฯ แล้ว ต่อจากนี้จะพยายามทำพื้นที่ใหม่ให้เป็นพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้หลากชนิดตามที่ความรู้ความสามารถจะทดลองทำได้ หวังว่าทุกคนไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่อยากให้เดินทางมาเที่ยว เพราะเมื่อช่วยกันโอนเงินมาแล้วก็ต้องมาเก็บเกี่ยวความรู้ มาช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์คงอยู่สืบไป” วราพร กล่าว
เธอทิ้งท้ายว่า พื้นที่ใหม่ที่ซื้อมาจะไม่ยอมยกให้เป็นของ กทม.อีกเด็ดขาด เพื่อป้องกันการบริหารงานที่ผิดพลาด แต่จะเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิซึ่งใช้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่มีการสร้างเป็นตึกสูง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ จะชี้แจงโครงการปรับโฉมให้เป็นพื้นที่สีเขียวลอยฟ้า และฉายภาพการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำของประเทศ เพื่อพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืน







