
นวัตกรรม แรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย
โดย...ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ และขวัญรวี ยงต้นสกุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ และขวัญรวี ยงต้นสกุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นที่ยอมรับกันในระยะหลังว่า เศรษฐกิจโลกยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งจากการแบ่งกลุ่มประเทศตามระดับการพัฒนาโดย World Economic Forum (WEF) ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยปัจจัยการผลิต (Factor-Driven) กลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยประสิทธิภาพ (Efficiency-Driven)และกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรม (Innovation-Driven) ซึ่งมักเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
โดยในปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในระหว่างกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม และอย่างที่ทราบกันว่า ไทยเราขณะนี้ยังติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ซึ่งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 3-4% เท่านั้น และยังมีความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดลงของกำลังแรงงาน และข้อจำกัดและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ
บทความนี้พยายามจะตอบคำถามสำคัญว่าสถานะและลักษณะการใช้นวัตกรรมของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรในตอนที่ 1 และจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้หรือไม่อย่างไรในตอนที่ 2 โดยในตอนที่ 1 จะพูดถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ประสบการณ์รูปแบบการใช้นวัตกรรมของต่างประเทศ และช่องทางการใช้นวัตกรรมของไทยทั้งการคิดค้นขึ้นมาเอง และการซื้อมาจากผู้คิดค้น
นวัตกรรม : กุญแจสำคัญสู่การเติบโตในระยะยาว
หลายๆ ท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่านวัตกรรมคือการประดิษฐ์สิ่งของชนิดใหม่เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว จากงานศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันสรุปได้ว่า “นวัตกรรมเป็นการใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างสิ่งใหม่หรือพัฒนาสิ่งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ กระบวนการ รูปแบบองค์กร หรือการตลาดก็ได้” นวัตกรรมในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของสินค้า หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายการผลิต ขณะที่นวัตกรรมด้านองค์กรส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในระบบงาน และนวัตกรรมด้านการตลาดทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาสูงขึ้น
ทฤษฎีเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นที่ยอมรับแพร่หลายอย่าง Solow-Swan Growth Model (1956) ได้อธิบายว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากจะขึ้นอยู่กับการสะสมทุนและกำลังแรงงานแล้ว &O5532;ยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาผลิตภาพ หรือคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Solow (1957) ได้พิสูจน์ในเชิงประจักษ์ว่า บทบาทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นสำคัญกว่าการสะสมทุนถึง 7 เท่า โดยอธิบายว่าการสะสมทุนอาจมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
นวัตกรรมกับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลก
ในปัจจุบันเรามักจะพบว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจมีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือ มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาในระดับสูงและต่อเนื่อง โดยกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP อยู่ที่ 2.5-3% ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางกึ่งสูง และประเทศรายได้ปานกลางมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ต่ากว่า 2%
ผลงานวิจัย Global Innovation 1000 จัดทำเป็นประจำทุกปี โดย Pricewaterhouse Coopers บริษัทตรวจสอบบัญชี Big Four ซึ่งฉบับล่าสุดของปี 2015 ชี้ให้เห็นว่า ในแง่ของผู้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาภูมิภาคอเมริกาเหนือลงทุนสูงสุด รองลงมาคือภูมิภาคยุโรปและเอเชีย เช่นเดียวกับอันดับในปี 2007 ในแง่ของผู้รับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ในปี 2015 ภูมิภาคเอเชียรับการลงทุนสูงสุด จากเดิมที่เคยอยู่อันดับสุดท้ายในปี 2007 สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามายังภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยในส่วนของโครงสร้างการลงทุนภายในเอเชีย จะพบว่าประเทศที่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ เราเห็นอินเดียเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย แสดงถึงความตื่นตัวในการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้น และการยกระดับศักยภาพด้านการผลิตนวัตกรรมของเอเชีย (รูปที่ 1)
หากแต่ไทยยังคงพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศเป็นหลัก ในทางปฏิบัติ ช่องทางการมีนวัตกรรมมี 2 ช่องทาง คือ การคิดค้นขึ้นมาเอง และการซื้อมาจากผู้คิดค้น ในช่องทางแรก เราวัดจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ซึ่งสัดส่วนนี้ของไทยตั้งแต่ปี 2000-2013 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงอยู่มาก ในภาพรวมกว่า 60% ของเงินลงทุนมาจากภาครัฐ แต่ในช่วง 2-3 ปีหลัง เงินลงทุนมาจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอัตราส่วนเท่าๆ กัน และในบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ความรู้ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค และอีก 40% เป็นค่าบริการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคือค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน และไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินต้องจ่ายให้กับผู้คิดค้นเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ขณะที่เกือบทั้งหมดของรายรับทางเทคโนโลยีเป็นการให้บริการทางเทคนิค
ช่องทางที่สอง การซื้อนวัตกรรมจากผู้คิดค้น เราวัดจากสถิติดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยี (Technology Balance of Payments) (รูป 2) ที่สะท้อนถึงระดับการพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ โดยสัดส่วนดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีต่อ GDP ของไทยโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2012-2015 อยู่ที่ 2.3% หากรวมทั้งสองช่องทางแล้วจะเห็นได้ว่าไทยมีระดับการใช้นวัตกรรมไม่น้อย โดยพึ่งพาการคิดค้นของต่างประเทศเป็นหลัก โดย 60% ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีเป็นค่าที่ปรึกษาและการให้บริการทางเทคนิค ซึ่งเป็นค่าตอบแทน
บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ความรู้ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค และอีก 40% เป็นค่าบริการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคือค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนและไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินต้องจ่ายให้กับผู้คิดค้นเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ขณะที่เกือบทั้งหมดของรายรับทางเทคโนโลยีเป็นการให้บริการทางเทคนิค
ผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า ไทยมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้นวัตกรรมที่มากขึ้น สอดคล้องกับผลวิจัยของ The Global Innovation Index 2015 จัดทำโดย INSEAD พบว่าไทยเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่โดดเด่นในกลุ่ม Upper-Middleincome Countries 38 ประเทศในด้านนวัตกรรม







