
ธปท.รับภาระหนัก ดูแลค่าเงินบาท
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวผันผวนอย่างมากตลอดทั้งปีนี้ ยังไม่เริ่มก่อปัญหาต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้ฝีมือในการบริหารสภาพคล่องของประเทศอย่างหนักหน่วง เพราะยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากผลการลงประชามติของคนอังกฤษที่ส่วนใหญ่ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู)
เบร็กซิตทำให้เงินไหลเข้ามาในไทยช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.มากขึ้น ทำให้ภาวะดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายใน 6 เดือนของปีนี้ ธปท.รายงานว่า ยังไหลออกสุทธิ 6,137 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.14 แสนล้านบาท แต่การไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มชะลอลง โดยเงินทุนในเดือน มิ.ย.ปีนี้ไหลออกสุทธิ 157 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,471 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ไหลออกสุทธิ 795 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.77 หมื่นล้านบาท
เงินไหลเข้าทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค อาจไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินผ่านตลาดเงินของ ธปท. เพื่อดูแลสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเหมาะสม กลายเป็นความจำเป็นที่ ธปท.ต้องดูดซับสภาพคล่องจำนวนมากออกจากตลาดในหลายๆ ช่องทาง เพื่อให้ปริมาณเงินและค่าเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้กดดันดอกเบี้ยนโยบาย และไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น ส่งผลให้ ธปท.มีภาระขาดทุนจากการจ่ายดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ขาดทุนสุทธิ 8.9 หมื่นล้านบาท รวมขาดทุนสะสมทั้งหมด 6.4 แสนล้านบาท
หากดูข้อมูลการบริหารสภาพคล่องของ ธปท. จะพบว่ามียอดการดำรงเงินฝากกระแสรายวันที่ ธปท. ณ วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ 1.36 แสนล้านบาท และมีการนำเงินมาฝากของสถาบันการเงินอีก 7.7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repurchase Transactions) ที่ ธปท.จะขายพันธบัตรออกไปให้สถาบันการเงินถือชั่วคราวทั้งระยะ 1 วัน 7 วัน 14 วัน หรือ 6 เดือน และมีสัญญาซื้อคืนซึ่งจะทำผ่านคู่ค้า (Primary Dealers) 10 รายที่แต่งตั้งขึ้น โดยในปีนี้จะเห็นการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน ที่เสมือนการดูดน้ำที่ล้นบ่อกลับมาเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 5-9 แสนล้านบาท ในทุกๆ วัน
สำหรับเดือน ส.ค.นี้ ธปท.มีแผนการออกพันธบัตร เพื่อนำพันธบัตรที่ครบอายุมาประมูลขายต่อตั้งแต่วันที่ 1-30 ส.ค.นี้ ซึ่งมีวงเงินและอายุที่แตกต่างกันไป อาทิ พันธบัตร ธปท. รุ่น 5/28/59 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ประเภทอายุคงเหลือ 28 วัน ซึ่งจะเปิดประมูลวันที่ 2 ส.ค.นี้ พันธบัตร ธปท. รุ่น 31/91/59 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ประเภทอายุคงเหลือ 91 วัน พันธบัตร ธปท. รุ่น 31/182/59 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ประเภทอายุคงเหลือ 182 วัน พันธบัตร ธปท. รุ่น 3/364/59 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ประเภทอายุคงเหลือ 336 วัน เป็นต้น
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า เป็นการทำเพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและความต้องการของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากระบบมีสภาพคล่องส่วนเกินสูง หลังภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำและฟื้นตัวได้ช้า ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้น้อย
นอกจากนี้ ยังมีเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ ธปท.กำหนดให้มีการตั้งสำรอง ซึ่งธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักจะตั้งไว้สูงเกินเกณฑ์ สะท้อนว่าสภาพคล่องส่วนเกินยังล้นระบบแทบทุกจุด
ฉะนั้น จะเห็นว่า ธปท.มีภาระมากมายในการดูแลสภาพคล่องและอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับเหมาะสมตลอดเวลา ซึ่งต้องนับว่าได้ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนน้อยลง และเศรษฐกิจไม่มีปัญหาจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
ภาระหนักของ ธปท.ในการดูแลค่าเงินจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ง่าย แต่ตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐานของไทยถูกมองว่ามีฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง หนี้ต่างประเทศอยู่ระดับต่ำ และยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูง
อย่างไรก็ดี ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เท่าไหร่ ไม่สามารถบอกได้ชัดเจน เนื่องจากดูได้ในหลายนิยาม อาทิ การดูจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ก็สะท้อนสภาพคล่องอยู่พอสมควร เพราะการที่สภาพคล่องเข้าไปลงทุนมากขึ้น ก็ทำให้ราคามันสูงขึ้น บวกกับมีสภาพคล่องไหลเข้ามาเพิ่มหลังเหตุการณ์เบร็กซิต ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกันสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ก็เหลือเฟือ เนื่องจากสินเชื่อมีการขยายตัวต่ำใน 7 เดือนของปีนี้ มีการขยายตัวเฉลี่ย 3.5-4% เป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ระดับต่ำ และการส่งออกสินค้ายังคงหดตัวตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงมากกว่าคาด อีกทั้งการบริโภคของประเทศฟื้นตัวช้า ทำให้กำลังการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมยังมีเหลือ การลงทุนใหม่จึงไม่มี
แต่ทว่าการให้ ธปท.บริหารสภาพคล่องและอัตราแลกเปลี่ยนโดยลำพัง ก็อาจจะเป็นภาระต่อ ธปท.ที่มากเกินไป จึงมีการเตือนจาก ธปท.ถึงเอกชนเป็นระยะ ให้ผู้ส่งออกหรือผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศมาก ควรซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้เพื่อลดความเสียหายลงหากค่าเงินผันผวนอย่างคาดไม่ถึง
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เงินบาทที่ผันผวนตามภาวะตลาด ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงแข็งค่านั้น ได้แนะนำลูกค้าให้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินด้วยการทำเฮดจิ้งในระดับที่เหมาะสม คือ มองผลตอบแทนอยู่ในช่วงที่ตัวเองรับได้ มากกว่าจะไปพยายามบอกว่าเงินบาทจะแข็งหรือจะอ่อนช่วงไหน ไม่แนะนำให้ลูกค้าเก็งกำไร เพราะจากนี้ไปความผันผวนจะสูงมากจากหลายปัจจัย อาทิ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เงื่อนเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐจะเป็นปลายปีหรือไม่ ฉะนั้นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะมีเยอะมาก
ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในทางทฤษฎีเงินบาทแข็งก็มีผลกับความสามารถในการแข่งขัน ทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกมีราคาแพงขึ้น ทำให้ค้าขายลำบาก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในกลุ่มผู้ส่งออกก็มีความเป็นห่วง และมีข้อเสนอให้ทางการมีการดูแลค่าเงินให้สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ดี การพิจารณาค่าเงินนั้นไม่ใช่ดูเฉพาะเงินบาทอย่างเดียว แต่ต้องเปรียบเทียบกับภูมิภาคด้วย ซึ่งต่างมีภาวะเงินทุนไหลเข้าเช่นกัน จึงต้องติดตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด เพราะการเคลื่อนย้ายเร็วจะประเมินทิศทางค่อนข้างยาก ดังนั้นธนาคารพาณิชย์จะแนะนำให้ผู้ส่งออกต้องป้องกันความเสี่ยง ไม่คาดเดาทิศทางไปทางใดทางหนึ่ง
การให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยง ผสมกับมาตรการอื่นๆ เพื่อชะลอไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วเกินไปในช่วงนี้ แม้จะเป็นภาระหนักของ ธปท. แต่ก็เป็นงานที่ ธปท.ยังบริหารจัดการได้ดี







