
อ้อนปล่อยโรงไฟฟ้าก๊าซหลุดมลพิษ
กฟผ.อ้อนขอปลดโรงไฟฟ้าก๊าซฯ หลุดประกาศกิจการรุนแรง เลี่ยงทำแผนสุขภาพ
กฟผ.อ้อนขอปลดโรงไฟฟ้าก๊าซฯ หลุดประกาศกิจการรุนแรง เลี่ยงทำแผนสุขภาพ
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ภายหลังร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจรับซื้อไฟฟ้าโครงกาโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเบียนเซน้ำน้อย ในลาว ว่า ต้องการให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติไม่เข้าข่ายเป็นประเภทกิจการรุนแรงที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทำให้โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ทั้งของ กฟผ. และเอกชน ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ซึ่งใช้เวลา 12 ปี กว่าจะนำโรงไฟฟ้าเข้าระบบได้
ทั้งนี้ กฟผ.ได้ส่งหนังสือไปยังรัฐบาลเพื่อขอให้ทบทวนประเด็นดังกล่าวแล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) อย่างน้อย 2 แห่ง จำเป็นต้องเลื่อนเข้าระบบไป 12 ปี ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของบริษัท สยามเอ็นเนอร์ยี่ เดิมจะเข้าระบบผลิตไฟฟ้าในปี 2556 และโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท เนชั่นแนล จะเข้าระบบปี 2557 แต่ถูกต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ จนต้องย้ายสถานที่ตั้งและยังไร้ข้อสรุป
กรณีโรงไฟฟ้าวังน้อยหน่วยที่ 4 และหน่วยที่ 2 ของ กฟผ. ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีกำหนดนำโรงไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2557 หากถูกกำหนดให้เป็นประเภทกิจการรุนแรง จะต้องใช้เวลาทำเอชไอเอจนต้องเลื่อนโรงไฟฟ้าเข้าระบบแน่นอน
สำหรับสิ่งที่เป็นห่วงตอนนี้ คือ ในปี 2557 จะมีการผลิตไฟฟ้าหายไปจากแผนหลายพันเมกะวัตต์ และทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าต่ำกว่า 10% โดยมาตรการรองรับที่จะทำได้ คือ ยืดอายุโรงไฟฟ้าเก่าที่ปลดระวางออกไปก่อน แต่ปัญหาที่ตามมา คือ จะมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้าเก่าเหล่านี้มีบางแห่งที่ใช้น้ำมันเตา
อย่างไรก็ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ ต้องวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ หากมาเจอกับแผนเลื่อนโรงไฟฟ้าเข้าระบบหลายแห่งก็จะมปัญหาในอนาคตแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่อยากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบคือ จำเป็นหรือไม่ที่โรงไฟฟ้าก๊าซฯจะต้องจัดทำเฮชไอเอและต้องรอการประกาศประเภทกิจการรุนแรงอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ส.ค.นี้
นายอานนท์ วาทยานนท์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เครือข่ายรักษ์อ่าวไทย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ให้ตรวจสอบหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติตามกฎหมาย กรณีให้สัมปทานโครงการขุดเจาะสำรวจน้ำมันในอ่าวไทยบริเวณรอบแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุยและใกล้เคียง
เครือข่ายรักษ์อ่าวไทย เห็นว่าการอนุมัติให้ขุดเจาะสำรวจไปแล้ว 2 บริษัท คือ บริษัท เพิร์ล ออย (อมตะ) แปลงจี 6/48 และบริษัท เชฟรอน แปลงจี 4/50 ไม่ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง เนื่องจากจะมีผลกระทบ จากของเสียและการรั่วไหลของน้ำมัน จึงควรยกเลิกสัมปทาน
นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาว่าการอนุญาตให้ขุดเจาะสำรวจถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มีผลกระทบมหาศาล ไม่ใช่เพียงประชากร 3 แสนคนบนเกาะสมุย







