
บีโอไอกับสรรพากร
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับภาษีมาได้ 2 เดือนแล้ว แต่สังเกตว่าสื่อเสนอข่าวค่อนข้างน้อย และเรื่องเงียบเร็ว ทำให้ประชาชนคนเดินถนนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ หรืออาจจะไม่ทราบเรื่องด้วยซ้ำไป ที่ผมเขียนเรื่องนี้ นอกจากจะอยากให้มีคนทราบเรื่องมากขึ้นแล้ว ผมยังอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นที่ถูกต้องตรงกัน ตลอดจนอยากเห็นการลงทุนของประเทศเดินไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้อง และอย่างมั่นคงแข็งแรง
ขอปูพื้นฐานสักเล็กน้อยนะครับ คดีดังกล่าวเป็นการต่อสู้ระหว่างกรมสรรพากรกับบริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ หรือเรียกสั้นๆ ว่า มินีแบ ที่ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการตีความที่แตกต่างกันระหว่าง 2 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กับกรมสรรพากร หรือระหว่างการคำนวณผลกำไรขาดทุนเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามแบบฉบับของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนกับตามประมวลรัษฎากร โดยมินีแบเลือกตีความตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน
ในเดือน ต.ค. 2553 ศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้มินีแบชนะ แต่ดังที่กล่าวแล้ว ศาลฎีกาเมื่อ 2 เดือนก่อนได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงไปทั่ว เพราะนอกจาก
บีโอไอจะยืนอยู่ข้างมินีแบอย่างเหนียวแน่นแล้ว มินีแบยังมีแนวร่วมในหน่วยงานอื่น เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทอื่นอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาคล้ายกัน
มีประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หลายประเด็น ดังนี้
หนึ่ง ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายไหนอย่างไร แต่เมื่อมีคำตัดสินของศาลฎีกา ซึ่งจะถือเป็นบรรทัดฐานสำหรับอนาคต ทุกฝ่ายก็ควรเคารพและยอมรับในคำตัดสิน ไม่ควรออกมาโวยวายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงดูหมิ่นวิจารณญาณของศาล ว่าไม่เข้าใจหลักการในการส่งเสริมการลงทุน และทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน สิ่งที่ทุกคนพึงตระหนักคือ ก่อนที่ศาลฎีกาจะกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น ต้องผ่านการพิจารณาแล้วพิจารณาอีกอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงไม่น่ามีประเด็นเรื่องความผิดพลาด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
สอง ส่วนตัวผมไม่เห็นบริษัทต่างชาติ หรือองค์กรที่ดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ เช่น หอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) หรือองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (เจโทร) ออกมาแสดงความไม่สบอารมณ์ เพราะผมเชื่อว่าเขายอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย และยอมรับว่าศาลตัดสินตามเนื้อผ้า ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ออกมาโวยวายแทนคือหน่วยงานฝ่ายไทย ที่คำตัดสินไม่เป็นไปตามธงที่ตั้งไว้
สาม ที่บอกว่าจะเกิดความโกลาหล บริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจะต้องไปวิ่งหาเงินมาเสียภาษี และจะทำให้เกิดการขาดทุน บอกตามตรงผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น บริษัทที่โดนผลกระทบอาจจะรู้สึกผิดหวัง แต่เชื่อว่าทุกบริษัทได้ตั้งสำรองเผื่อไว้แล้ว เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดกะทันหันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวล่วงหน้า แต่เป็นเรื่องที่มีความต่อเนื่องมาหลายปี แม้แต่ในคำตัดสินของศาลชั้นต้นในปี 2553 ก็มีข้อสังเกตพ่วงมาว่า เรื่องนี้กรมสรรพากรคงยอมไม่ได้ และในที่สุดทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามคำตัดสินของศาลฎีกา นอกจากนี้ ศาลชั้นต้นยังชี้ให้เห็นว่า กฎหมายหลักเกี่ยวกับภาษี คือประมวลรัษฎากร การจะยกเว้นใดๆ ควรระบุไว้ในกฎหมายหลัก หรืออย่างน้อยก็ผ่านการหารือและการให้ความเห็นชอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ที่มีเสียงข่มขู่ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาจะทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติไม่พอใจ และตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นคำขู่ที่ปราศจากพื้นฐานรองรับ ทั้งนี้
ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการย้ายฐานการผลิตนะครับในทางปฏิบัติเขาคงพิจารณาภาพรวมมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าภาวะการลงทุนในบ้านเราซบเซามาหลายปีแล้ว ตลอดช่วงเวลาหลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้มินีแบชนะคดี และก่อนจะทราบผลการตัดสินของศาลฎีกาเป็นไหนๆ
สี่ ในเรื่องนี้ แทนที่สรรพากรจะถูกตำหนิว่าเป็นเต่าล้านปี และเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ในทางตรงข้าม ควรได้รับการชมเชยมากกว่า กล่าวคือ ได้ทำงานด้วยความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ไม่ย่อท้อเมื่อแพ้คดีในศาลชั้นต้น
ผมสรุปว่าสรรพากรคงมีทีมงานที่เกาะติดสถานการณ์และศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด จนสามารถแถลงจุดยืนและข้อโต้แย้งของฝ่ายตนได้อย่างชัดเจน ทำให้ชนะคดีในที่สุด ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในการสู้คดีระหว่างราชการกับเอกชน ที่เรามักจะเห็นราชการเป็นฝ่ายแพ้
ห้า ในส่วนของบีโอไอ หากย้อนกลับไปได้ ก่อนจะตีความหรือมีข้อสรุปใดๆ ทางด้านภาษี รวมทั้งก่อนจะให้คำแนะนำแก่ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมว่าควรจะแยกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมเป็นบริษัทต่างหากหรือไม่ บีโอไอควรจะได้หารือหรือขอคำยืนยันจากทางสรรพากรเสียก่อนว่า มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันหรือไม่ หากทำเช่นนี้ก็จะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมก็ไม่ต้องเดือดร้อน ขึ้นโรงขึ้นศาล หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่แล้วไปแล้วก็คงต้องแล้วกันไป ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรยอมรับและปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข บีโอไอไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่แล้วๆ มาจนลืมภารกิจหลัก ตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะย่ำอยู่กับที่และการส่งออกตกต่ำ สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งคือการลงทุนเพื่อการผลิตในภาคเอกชนอยู่ในภาวะซบเซา มองในแง่มุมนี้ หนีไม่พ้นต้องสรุปว่า บีโอไอไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย หากบีโอไอก้าวทันโลกและทันสถานการณ์ก็ควรประเมินได้ว่า การส่งเสริมการลงทุนควรอยู่ในระดับใด เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวตามนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาล
ไม่มีประโยชน์ที่บีโอไอจะทำได้ตามเป้าหมายของตัวเอง และแสดงความชื่นชมกับผลงานของตัวเอง ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศล้าหลังเพื่อนบ้าน
ยกตัวอย่างหากบีโอไอพยายามเต็มที่แล้วยังทำไม่ได้ตามเป้าหมายก็เป็นไปได้ที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนของเราอาจจะไม่สร้างแรงจูงใจมากพอในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากมีประเทศอื่นเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดการลงทุนมากขึ้น จำที่เราจะต้องทบทวนและปรับปรุงตัวเองเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่เพิ่งผ่านมา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ผ่อนปรนให้บริษัททั้งหลาย รวมทั้งมินีแบ ที่ต้องชำระภาษีเพิ่มตามคำตัดสินของศาลฎีกาให้ไม่ต้องเสียค่าปรับ หากไปยื่นชำระภายในวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งก็คงต้องถือว่าเป็นการดำเนินการที่มีความเหมาะสม เป็นการประนีประนอมถนอมน้ำใจกัน หลีกเลี่ยงไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น ตลอดจนเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการขาดการประสานงานและขาดความรอบคอบของฝ่ายไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น







