
น้ำมันโลกฟื้นไม่สุด ดอลลาร์-อุปทานล้นกดราคา
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ตลาดน้ำมันโลกดูจะมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือน เหนือระดับ 50 เหรียญสหรัฐ เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในขณะนั้นปรับขึ้นแตะ 50.21 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 50.51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากเหตุไฟป่าในแคนาดา และการโจมตีท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย ซึ่งทำให้การผลิตลดลงจนทำให้โกลด์แมน แซคส์ ปรับขึ้นคาดการณ์ราคาน้ำมันเร็วขึ้นกว่าเดิมว่า ราคาว่าจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ดี ทิศทางบวกดังกล่าวกลับคงอยู่ได้เพียงไม่นานนัก โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสพลิกกลับมาร่วงลงอย่างหนักอีกครั้งแตะ 39.51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อคืนวันที่ 2 ส.ค. หรือต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. และยังคงแกว่งตัวในระดับต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐ อีกครั้งในวันที่ 3 ก.ค.
แม้ว่าราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นมาเกือบ 55% จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 12 ปี ที่ 26-27 เหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาสแรก แต่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและน้ำมันดิบเบรนต์กลับไม่สามารถยืนระยะขาขึ้นได้ และร่วงลงมากกว่า 20% จากระดับสูงสุดในปี 2016 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่กว่า 50 เหรียญสหรัฐ
เพราะแม้ว่าบรรดาสถานการณ์ที่กระทบต่อกำลังการผลิตในหลายประเทศจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ทว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างภาวะ “อุปทานล้นตลาด” กลับยังคงกดดันราคาน้ำมันมาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะยาวนานไปจนถึงปีหน้า เช่นเดียวกับปัจจัยความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่คาดว่าจะกระทบต่อราคาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไม่น้อยเช่นกัน
รอยเตอร์สเปิดเผยผลสำรวจคาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ในเดือน ก.ค. จะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยผลผลิตน้ำมันจากโอเปกเดือน ก.ค. มีแนวโน้มพุ่งขึ้นอยู่ที่ 33.41 ล้านบาร์เรล/วัน จากผลผลิตเดือน มิ.ย. ที่ 33.31 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่การผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน (เชลออยล์) ในสหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ปริมาณน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นมากนัก ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังต้องปรับคาดการณ์ใหม่อีกครั้งว่า ราคาน้ำมันโลกจะอยู่ที่ระดับ 45-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จนถึงกลางปี 2017 แทน
โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานของน้ำมันยังคงอ่อนแอ โดยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ส่งผลให้การผลิตหยุดชะงัก อย่างเหตุไฟป่าในแคนาดาช่วยชดเชยการผลิตน้ำมันของอิหร่านที่ปรับตัวขึ้นสูง ขณะที่ความต้องการน้ำมันที่ชะลอตัวของอินเดียและจีนในช่วงครึ่งหลังของปี 2016 จะช่วยชดเชยปัญหาการผลิตน้ำมันในไนจีเรียและเวเนซุเอลา
แม้นักวิเคราะห์จะแสดงความวิตกเกี่ยวกับปัญหาอุปทานล้นตลาด แต่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในโอเปกอย่าง อิรักและอิหร่าน ยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดย อะซิม จิฮัด โฆษกกระทรวงน้ำมันของอิรัก เปิดเผยว่า อิหร่านมีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน 3,744 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ก.ค. หลังเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันโดยเฉลี่ยในเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ 3.202 ล้านบาร์เรล/วัน จาก 3.175 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน มิ.ย. โดยเหมืองน้ำมันลูเฮสผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 หมื่นบาร์เรล/วัน เป็น 9 หมื่นบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดภายในประเทศ หลังจากที่อิรักตั้งเป้าผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนบาร์เรล/วัน เมื่อปีที่แล้ว
ขณะที่ ไบจัน นัมดาร์ ซานกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่าน กล่าวแสดงความมั่นใจเมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมาว่า อุปสงค์และอุปทานน้ำมันจะกลับสู่สมดุลในอนาคต โดยอิหร่านตั้งเป้าเพิ่มการผลิต 25% ในปี 2016 เพื่อให้ผลผลิตน้ำมันรายวันกลับมาเทียบเท่ากับปริมาณการผลิตก่อนถูกนานาชาติคว่ำบาตรเรื่องการขยายโครงการอาวุธนิวเคลียร์ที่ 4 ล้านบาร์เรล/วัน โดยบลูมเบิร์กระบุว่านับตั้งแต่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในเดือน ม.ค. อิหร่านเพิ่มการผลิตน้ำมันเป็น 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน จาก 2.8 ล้านบาร์เรล/วัน
ตลาดเอเชียดูเหมือนจะเป็นความหวังของอิหร่านในการกลับมาทวงคืนส่วนแบ่งตลาดน้ำมัน โดยข้อมูลจากรัฐบาลอิหร่าน ระบุว่า ยอดส่งออกน้ำมันดิบไปยังประเทศเอเชีย 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย พุ่งขึ้น 47.1% แตะ 1.72 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน มิ.ย. ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่านับตั้งแต่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
นอกจากนี้ รัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่าน เปิดเผยว่า รัฐบาลยังวางแผนอนุมัติการทำสัญญาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรูปแบบใหม่ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนพัฒนาการผลิตน้ำมันภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยอิหร่านหวังว่ามูลการลงทุนจะสูงถึงราว 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 1.73 ล้านล้านบาท) ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทน้ำมันรายใหญ่ในยุโรปอย่างเอนี เอสพีเอจากอิตาลี และโททาลของฝรั่งเศสแสดงความสนใจในสัญญาดังกล่าว
ด้านซาอุดิอาระเบีย ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มโอเปกยังคงมีแนวโน้มผลิตน้ำมันในปริมาณเกือบทุบสถิติสูงสุดที่ 10.564 ล้านบาร์เรล/วัน ของเดือน มิ.ย. โดยรอยเตอร์สคาดว่าผลผลิตในเดือน ก.ค. จะสูงถึง 10.50 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่การเพิ่มปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมันของอิรักและอิหร่าน ทำให้ซาอุดิอาระเบียต้องเร่งกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาด โดยยอมหั่นราคาน้ำมันที่ส่งออกไปยังประเทศเอเชียงวดส่งมอบเดือน ก.ย. ลงมาอยู่ที่ 1.10 เหรียญสหรัฐ จาก 1.30 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการปรับราคาลงมากที่สุดในรอบ 10 เดือน
การแข่งขันในตลาดน้ำมันยังคาดว่าจะเป็นไปอย่างดุเดือดยิ่งขึ้น เนื่องจากลิเบียประกาศเมื่อไม่นานนี้ว่าจะกลับมาเริ่มส่งออกน้ำมันอีกครั้ง หลังประสบปัญหาทางการเมืองและการโจมตีจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันภายในประเทศ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลิเบียสามารถเจรจาขอเปิดเส้นทางส่งออกน้ำมัน 2 แห่ง บริเวณทางเหนือและตะวันตกของประเทศ ซึ่งส่งออกน้ำมันได้ราว 2 แสนบาร์เรล/วัน และ 5 แสนบาร์เรล/วัน แต่ถูกปิดไปนับตั้งแต่เดือน ม.ค. จากการโจมตีของกลุ่มหัวรุนแรง
ขณะเดียวกัน ผลผลิตน้ำมันจากสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเช่นกันในอนาคต หลังจากที่ เบเกอร์ ฮิวจ์ อิงค์ ระบุว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้น 58 แท่นแล้วนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. จนมีจำนวน 374 แท่น สวนทางกับคาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ(อีไอเอ) ที่ระบุว่าการผลิตน้ำมันของสหรัฐจะปรับตัวลงเหลือ 8.6 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2016 และ 8.2 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2017
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากเรื่องอุปทานล้นตลาดจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวร่วงต่อแล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นยากเช่นกันในระยะสั้น
หากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนอกสหรัฐ และหากความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงยิ่งขึ้น ราคาน้ำมันซึ่งซื้อขายกันในรูปสกุลเงินดังกล่าวก็จะยิ่งมีราคาลดลงตามไปด้วย
แม้ว่าขณะนี้ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปลายปี 2016 กำลังแผ่วลงเรื่อยๆ เนื่องจากสหภาพเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแรงลงเอง แต่สัญญาณที่กลับกลอกไปมาเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและการตีความของตลาดทุน รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกเช่นที่ญี่ปุ่นและยุโรป ก็สามารถที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐผันผวนอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลังนี้ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
ต่อตลาดราคาน้ำมันไปด้วย
ดาเมียน คูร์วาลิน นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ เชื่อว่าตลาดน้ำมันขาลงกำลังจะจบลงแล้ว ภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาดจะค่อยๆ บรรเทาลงได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป และทำให้ความผันผวนระยะสั้นของตลาดน้ำมันขึ้นอยู่กับปัจจัยค่าเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นแทน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วในช่วงไม่นานมานี้ที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง ท่ามกลางดัชนีชี้วัดค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากระดับ 92 จุด เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเหนือ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ 97 จุด เมื่อราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง
ยิ่งภาวะที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนอีกยาว บวกกับการแข่งขันของผู้ส่งออกน้ำมันที่มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเช่นนี้ จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงถึงการกลับมาของราคาน้ำมันและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้นได้อีกครั้งในเร็ววันนี้







