posttoday
ถอดบทเรียน 'สวิส-เมียนมา' ประชามติที่ไทยต้องดู

ถอดบทเรียน 'สวิส-เมียนมา' ประชามติที่ไทยต้องดู

04 สิงหาคม 2559

เหลือเวลานับถอยหลังอีกเพียง 3 วัน ก็จะถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค. ซึ่งทั่วโลกต่างจับจ้องว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นก้าวแรกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองในระยะยาว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เหลือเวลานับถอยหลังอีกเพียง 3 วัน ก็จะถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค. ซึ่งทั่วโลกต่างจับจ้องว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นก้าวแรกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองในระยะยาว บนการรัฐประหารครั้งสุดท้ายได้หรือไม่

กระบวนการทำประชามติซึ่งถือเป็นรูปแบบของ “ประชาธิปไตยทางตรง” (Direct Democracy) ที่ให้ประชาชนมีสิทธิออกเสียงแสดงความเห็นต่อประเด็นต่างๆ ได้โดยตรง นอกเหนือจากแค่วันเลือกตั้งกลายเป็นกระแสฮอตที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในปีนี้ เนื่องจากเป็นปีที่มีการทำประชามติกันอย่างคึกคักทั่วโลก ตั้งแต่สหราชอาณาจักรที่ถอนตัวจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ไปจนถึงเรื่องหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานพลเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ การรับร่างรัฐธรรมนูญในทาจิกิสถาน มาจนถึงประชามติร่างธรรมนูญในประเทศไทย

ประชามติเบร็กซิตอาจนับเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้สิทธิประชาชนกำหนดชะตาของประเทศอย่างแท้จริง แม้ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพียงพอ และนำมาซึ่งผลกระทบมหาศาลต่อประเทศก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านปากท้องกับความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือผลด้านสังคมที่อังกฤษกำลังเกิดความเห็นแตกแยกกันครั้งใหญ่

ทว่าหากต้องการดูแบบอย่างของการเปิดกว้างให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง “สวิตเซอร์แลนด์” ย่อมตอบโจทย์ได้ดีกว่าใคร ในฐานะประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับประชามติมานานถึง 168 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสหพันธรัฐสวิสในยุคใหม่ และมีการบัญญัติสิทธิในการทำประชามติของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ

ประชามติในสวิตเซอร์แลนด์อาจแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลักๆ คือ

1.ประชามติในประเด็นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ต้องทำ (Mandatory Referendum)

- รัฐธรรมนูญของสวิตเซอร์แลนด์นั้น กำหนดให้การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องสำคัญๆ ระดับชาติ เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ประเด็นที่เข้าเป็นสมาชิกองค์กรที่มีอำนาจเหนือรัฐ อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำเป็น “ต้องทำ” ประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนก่อน

2.ประชามติเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา (Optional Referendum)

- สวิตเซอร์แลนด์อาจถือเป็นประเทศที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงได้มากที่สุดแล้ว เพราะผู้ชี้ขาดร่างกฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้นั้นไม่ใช่รัฐสภา หากแต่เป็นประชาชนที่มีสิทธิ “วีโต้” ได้ รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ต้องผ่านช่วงเวลา 90 วัน ที่ประชาชนมีสิทธิยื่นขอทำประชามติคัดค้านได้ โดยต้องรวบรวมรายชื่อเสนอให้ได้ 5 หมื่นรายชื่อ

3.ประชามติเพื่อการขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ (Federal popular initiative)

พลเมืองทั่วไปมีสิทธิขอยื่นเรื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยต้องรวบรวมรายชื่อขั้นต่ำ 1 แสนรายชื่อ หรือราว 2.5% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยต้องใช้เวลารวบรวมไม่เกิน 18 เดือน ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าประเด็นที่เสนอมาจะได้รับอนุมัติให้ทำประชามติ หรือไม่

การเปิดกว้างเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดในบางปีสวิตเซอร์แลนด์จะมีประชามติเกิดขึ้นถึงสิบครั้ง

ตัวอย่างในยุคปัจจุบันนี้ คือการลงประชามติถึง 5 เรื่องภายในวันที่ 5 มิ.ย.ที่เพิ่งผ่านมา เป็นการแก้รัฐธรรมนูญ 3 ประเด็น และแก้ไขกฎหมาย 2 ประเด็น รวมถึงประเด็นที่เป็นข่าวใหญ่ คือ กรให้หลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานพลเมือง หรือการแจกเงินให้พลเมืองทุกคนรายละ 2,500 ฟรังก์สวิส (ราว 9 หมื่นบาท) เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ในยุคสมัยปัจจุบันอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเรื่องนี้ถูกประชามติตีตกไปด้วยสัดส่วนผู้คัดค้านต่อผู้สนับสนุน 77 ต่อ 23% สะท้อนว่าไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องเห็นด้วยกับประชานิยมเสมอไป หากได้รับข้อมูลและมีการคิดวิเคราะห์กันได้ว่า นโยบายนั้นๆ จะกระทบต่อฐานะการคลัง และสวัสดิการสังคมอื่นๆ ตามมาหรือไม่  

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นตัวอย่างของการเปิดกว้างและทำให้การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวน่าเบื่อของนักการเมือง ทว่าก็ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะสามารถปรับใช้ตาม หรือคิดจะนำรูปแบบการเมืองเชิงรุกเช่นนี้มาใช้

เบน เวลลิงส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุโรปศึกษามหาวิทยาลัยโมนาช ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นกับเว็บไซต์ news.com.au ว่า ตัวอย่างของสวิตเซอร์แลนด์จะช่วยสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ และนำมาซึ่งการเมืองของประชาชน ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันได้

ทว่าจากประชามติครั้งก่อนในออสเตรเลียเมื่อปี 1999 สอบถามความเห็นที่จะให้มีการทำประชามติทุกๆ 3 เดือน เสียงส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้คนเบื่อหรือล้ากับการเมืองมากเกินไป จึงไม่แน่ใจนักว่ารูปแบบเช่นนี้จะช่วยดึงให้คนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้นจริงหรือไม่  

ทั้งนี้ หากสวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นตัวอย่างประชาธิปไตยทางตรงของโลกใน “แง่ดี” ก็ต้องไม่ลืมที่จะศึกษาอีกตัวอย่างคู่ขนานที่ถูกกล่าวขวัญถึงใน “แง่ลบ” กับประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของ เมียนมา ในปี 2008 ควบคู่กันไปด้วย

การถูกกดดันและคว่ำบาตรจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี 1988 และล้มผลการเลือกตั้งในอีกสองปีถัดมา รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองในภูมิภาคที่เปลี่ยนไปจากนโยบายของชาติมหาอำนาจ ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมาในนามสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (SPDC) ต้องประกาศแผนโรดแมปไปสู่การเลือกตั้งเมื่อปี 2003 นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปี 2008 ในยุคของประธานาธิบดีเต็งเส่ง

เมียนมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากเกิดมหันตภัยพายุนาร์กิสเพียงไม่กี่วันก่อนการลงประชามติ 10 พ.ค. 2008 แต่รัฐบาลก็ยอมเลื่อนการลงประชามติออกไปเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ขณะที่กระบวนการให้ข้อมูลและสร้างความโปร่งใสก็ยังไม่มีการเปิดกว้างเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเปิดรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากองค์การระหว่างประเทศ ที่ต้องการติดตามเส้นทางสู่ประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

ประชามติดังกล่าวมีรายงานการโกงที่ไม่ชอบมาพากลในหลายพื้นที่ เช่น การให้คนอายุต่ำกว่า 18 ปี ลงคะแนนในรัฐคะฉิ่น และผลประชามติที่ชนะไปด้วยคะแนนถึง 92.4% จากผู้ไปใช้สิทธิถึงกว่า 99% ของผู้มีสิทธิออกเสียง 22 ล้านคน ทั้งในสภาพของเมียนมาในขณะนั้นเพิ่งผ่านพ้นพายุครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.4 แสนคน ท่ามกลางบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท