
70 ปีแห่งการครองราชย์
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
วันนี้ขอหลบกระแสความขัดแย้งทางความคิด เรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านผู้นำห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ห้ามชี้นำ ฉะนั้นใครเห็นอย่างไรก็ไปลงมติอย่างนั้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ก็แล้วกัน
ปี 2559 นี้ เป็นปีมหามงคลของคนไทย ที่จะได้ร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ
หากยังจำกันได้ เมื่อปี 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมและรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งมีประชาชนสวมเสื้อเหลืองเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรมืดฟ้ามัวดิน เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ยังติดตรึงใจคนไทยทั้งชาติ
ในพระราชพิธีครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสถึงผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรว่า
“ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญ รุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า”
พระราชดำรัสของในหลวงในหลายโอกาสได้สะท้อนให้เห็นว่าทรงเป็นห่วงเป็นใยพสกนิกรของพระองค์อย่างยิ่ง และเป็นเช่นนี้มานานเนิ่น
ดิฉันได้อ่านหนังสือ “ทำเป็นธรรม” ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ที่ได้ตีพิมพ์เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ มีบทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ที่ได้เขียนถึงเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรภาคใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2502 เป็นวาระแรก
ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถไฟพระที่นั่งออกจากสถานีจิตรลดา โดยขบวนรถไฟพระที่นั่งได้หยุดตามสถานีจังหวัดรายทาง เพื่อให้ราษฎรได้เข้าเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี ในหนังสือได้ให้รายละเอียดถึงพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์อย่างละเอียด แต่ยายเม้าท์ไม่ขอกล่าวถึง แต่ตัดไปในส่วนที่เสด็จพระราชดำเนินที่ จ.ปัตตานี ทั้งสองพระองค์เสด็จประทับแรมที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ในหนังสือบรรยายว่า
“เมื่อสมัย 56 ปีมาแล้ว ปัตตานียังสวยและไม่มีผู้ก่อการร้ายชนิดต่างๆ อย่างในสมัยหลัง ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมข้าราชการ และราษฎร อ.สะเดา อ.นาทวี อ.โคกโพธิ์ และเสด็จฯ ไปทรงฟังการพิจารณาพิพากษาคดี ส่วนที่ จ.ยะลา ไม่ได้พักประทับแรม แต่ที่ จ.นราธิวาส ได้ประทับแรม 2 คืน ที่จวนผู้ว่าฯ และเสด็จฯ เยี่ยมข้าราชการเป็นระยะ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้มีการสร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์”
ราษฎรไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ หรือไทยมุสลิม ต่างถวายความรักและภักดีเหมือนกันหมด ไทยพุทธเชิญพระหัตถ์ขึ้นทูนหัว ไทยมุสลิมจูบพระหัตถ์แสดงความเคารพ บางคนก็กราบแทบพระบาทในสุเหร่า ซึ่งมีที่นั่งคล้ายธรรมาสน์ของวัดไทย โดยได้มีการกราบบังคมเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับเพื่อเป็นมงคลแก่เขา ซึ่งโดยปกติแล้วเขาจะไม่ยอมให้คนต่างศาสนาเข้าไปเลย นี่เป็นการแสดงถึงความเป็นไทยด้วยกันอย่างแท้จริง
ได้อ่านพระจริยวัตรที่งดงามอย่างหาที่สุดไม่ได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จฯ จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส แล้ว ก็สะท้อนใจที่วันนี้มีคนพยายามอ้างความขัดแย้งทางศาสนาขึ้นมาเป็นเครื่องปลุกปั่น ช่างต่างจากเมื่อ 46 ปี ที่แผ่นดินใต้ร่มเย็น ทุกคนอยู่อย่างมีความสุขโดยแท้จริง
ในหนังสือเล่มนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลงได้เล่าถึงพระจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการทรงงานที่ต้องโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นทุกภาคของประเทศเพื่อไว้ทรงงานเพื่อพสกนิกรได้ทั่วทั้งแผ่นดิน
ว่าแล้วสุดสัปดาห์นี้ ดิฉันก็ขอชวนคนไทยไปลงนามถวายพระพรในหลวงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันเถอะค่ะ







