
โครงการส่งเสริมนักท่องเที่ยวพักระยะยาว (Long Stay)
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้
ในระยะนี้นักท่องเที่ยวประเภท Long Stay โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวประเภท เกษียณหรือสูงวัย ได้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างจะกลับมาให้พูดถึงกันบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและค้าขายกับต่างประเทศ นัยว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ เพราะแนวโน้มประชากรโลกในวัยนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในเกือบทุกทวีป
หากย้อนอดีตถอยหลังไปเมื่อปี 2545 ประเทศไทยได้เคยจัดตั้งบริษัท ไทยจัดการ Long Stay (Thai Long stay Management Corporation Limited)
โดยวางกรอบเป้าหมายในการดำเนินการ ให้มีนักท่องเที่ยวในประเภทนี้ประมาณ 2-3 หมื่นคนในปีแรก และเพิ่มเป็น 1 แสนคนใน 3 ปี คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีอยู่แล้ว โดยจัดให้มีพื้นที่เป้าหมายที่เปิดรับโครงการ Long Stay 5 แห่งแรกคือ
•เชียงใหม่
•สุโขทัย
•หัวหิน ชะอำ
•กาญจนบุรี
•หนองคาย
โดยในการนี้นั้น ได้มีการกำหนดนิยามของการพำนักระยะยาวไว้ว่า เป็นนักท่องเที่ยวที่มีวันพักตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย โดยจะจัดให้มีการอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้แก่นักท่องเที่ยวสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมุ่งเน้นเป็นพิเศษในกลุ่มผู้เกษียณอายุการทำงานแล้ว มีฐานะดีมาจากประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคม มีระบบบริหารบำนาญผู้สูงอายุหลังเกษียณให้มีรายได้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างดีพอเพียงทั้งในและนอกประเทศของตนเอง
จากวันนั้นจนถึงวันนี้นะครับ ต้องขอเรียนตรงๆ ว่า ผมยังไม่เห็นความสำเร็จของโครงการนี้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ใดของประเทศก็ตาม คงมีแต่แนวคิด ถ้อยคำ และผู้พูด ที่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ แต่ยังขาดการต่อเนื่องของการลงมือศึกษาและปฏิบัติ ซึ่งอาจจะเรียกกันง่ายๆ ว่าเป็น “วาทกรรมสวยหรูที่ไม่เคยล้าสมัย” ก็ได้ครับ
ผมเชื่อว่าการที่จะดึงผู้สูงวัยทั้งหลายให้เลือกมาพักผ่อนระยะยาวนานในบ้านเรา เรายังทำได้ยากครับ ด้วยเหตุผลนานัปประการ เช่น ภูมิอากาศที่ทั้งร้อน ทั้งแล้ง ปัญหาเรื่องยุง เรื่องแมลงวัน มลภาวะในอากาศ โรคระบาด การป้องกันอาชญากรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพล การคมนาคมในหลายพื้นที่ที่ไม่สะดวก ผู้ใช้รถใช้ถนนขาดวินัยจราจร การสื่อสารภาษาต่างประเทศของทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ระบบราชการในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวประเภทนี้ ระบบประกันภัย ระบบสุขอนามัยสาธารณะขั้นพื้นฐาน อาทิ ความสะอาดของอาหารไทยประเภท Street Food การขาดแคลนห้องน้ำสาธารณะ เก้าอี้นั่งพักระหว่างทางเดิน ต้นไม้ใหญ่บนถนนหนทาง เส้นทางสำหรับผู้ใช้รถ Wheel Chair และที่สำคัญยิ่งคือความเข้าใจในความคิด วิถีชีวิต ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มาจากหลากหลายประเทศ เรามีคลังความรู้และผู้รู้ในด้านนี้น้อยมากครับ
แม้ว่าประเทศของเราจะมีความโดดเด่นของภาคประชาชนในด้านอัธยาศัยไมตรีจิตร มิตรภาพ มีวัฒนธรรมครอบครัวที่ดูแลซึ่งกันและกันและยังสามารถเผื่อแผ่ความดีงามนี้ไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ด้วยก็ตาม หรือความได้เปรียบในด้านเศรษฐกิจ เพราะเรามีค่าครองชีพที่ไม่แพงมาก มีสถานที่พักหลากหลายให้เลือกตามกำลังเงินและรสนิยม มีข้าวปลาอาหารน้ำดื่มบริการตลอด 24 ชั่วโมง มีความทันสมัยและศักยภาพในด้านความสะดวกสบายเพราะมีสนามบินในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีโรงพยาบาลเอกชน บุคลากรพร้อมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย หรือในด้านต่างประเทศ เรามีนโยบายสายกลางที่สามารถพูดคุยได้กับทุกประเทศ ไม่มีศัตรู ปราศจากการก่อการร้ายระดับโลกเช่นเดียวกับในด้านการเมืองการปกครองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพมั่นคง มีความสงบเรียบร้อยดีในระดับหนึ่ง ส่วนในด้านการดำเนินชีวิตในแบบสังคม Social Networks บ้านเราก็มีระบบสื่อสารสารสนเทศที่รวดเร็วและมีความเสถียรของระบบ IT ที่ดีพอสำหรับการรองรับความต้องการได้ตลอดเวลา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้เปรียบประเทศคู่แข่งทางการท่องเที่ยวของไทยที่เรามีอยู่เหล่านี้ในปัจจุบันนั้นสามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวทั่วไปเท่านั้นครับ ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะรองรับการเป็น Retirement Hub ได้ดีหรือตอบสนองความคาดหวังของพวกเขาได้ครบทุกประการครับ
ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยลงมือปฏิบัติจริงกับกลุ่มเป้าหมายในหลายประเทศ แต่ทว่ากลับได้รับความสำเร็จในสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เช่น มีชายชาวญี่ปุ่นมาดำเนินชีวิตใหม่คือผู้สูงวัยมาแต่งงานอยู่กินกับเด็กสาวๆ ชาวไทยในภูมิภาคตอนเหนือของประเทศ จนมีเรื่องราวทางเพศเป็นคดีความหลายกรณี หรือที่เห็นกันจนชินตาในหลายจังหวัดแถบภาคอีสานที่มีหมู่บ้านเขยฝรั่ง จูงภรรยาและเด็กลูกครึ่งซื้อข้าวเหนียวส้มตำ คอหมูย่าง รับประทานอยู่เสมอๆ หรือที่พอจะเห็นเป็นความสำเร็จที่ดีคือหมู่บ้านชาว Scandinavian ทั้งจากนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก ที่มาซื้อบ้านตากอากาศในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงหลายหมื่นล้านบาทตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
พวกเขาเหล่านี้ต่างนิยมใช้ชีวิตหนีหนาวมาหาอากาศอบอุ่นที่เมืองไทยช่วงฤดูหนาวในพื้นที่ ระยอง บางเสร่ พัทยา จอมเทียน หัวหิน ฯลฯ แต่ไม่ได้อยู่นานมากนัก โดยเฉลี่ยเพียงแค่สองถึงสามเดือนในหนึ่งปีหลังจากนั้นก็ปิดบ้านปล่อยว่างหรือจัดการบริหารในเชิงพาณิชย์แบบปล่อยเช่าช่วงฤดูร้อนในราคาถูกครับ พวกนี้จะกลับมาในช่วงฤดูหนาวปีต่อไปครับ แต่เท่าที่ผมเห็นมาพวกนักท่องเที่ยวชาว Scandinavian ที่มานี้ไม่ใช่ผู้สูงวัยทั้งหมดครับ มีทั้งพ่อแม่ลูก เยาวชน คนวัยทำงานและผู้ใหญ่ครับ
จินตนาการในเรื่องโอกาสที่งดงามมักจะมาเคียงคู่กับวาทกรรมสวยหรูในเรื่อง Long Stay นี้อยู่เสมอๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นไปในทิศทางที่ว่า ประเทศจะได้รับรายได้ทางการท่องเที่ยวเพิ่มจากการเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การสร้างหมู่บ้านเกษียณอายุ การบริการดูแลผู้สูงอายุ อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชนบท มีเงินตราต่างประเทศเข้ามาบ้านเรามากขึ้นหรือมีเสถียรภาพในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกันเราควรจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของแต่ละชาติ อาทิ ชาวจีนมักจะใช้เสียงดังในการสนทนาระหว่างกัน ชาวยุโรปจะคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพความเป็นส่วนตัวสูง ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษและไม่นิยมอยู่ร่วมกับชุมชนต่างชาติมากนัก กลุ่มประชาคมในอนุทวีป อินเดีย ปากีสถาน ที่มีวัฒนธรรมในการประกอบอาหารไม่เหมือนใคร ความเปราะบางของการที่จะเกิดโรคระบาดทั้งในประเทศและพาหะที่มาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมของคนไทยและอาชญากรข้ามชาติบางกลุ่มที่นิยมหลอกลวงชาวต่างชาติอีกด้วยครับ
ในความคิดเห็นของผมนั้น เรายังไม่พร้อมในเรื่องนี้ครับ อย่าไปฝืนทำเลยครับ เสียงบประมาณเสียเวลาเปล่า ผมว่าช่วยมาระดมความคิดเพื่อขับเคลื่อนนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้มีจำนวนมากขึ้นและลดจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณประเภทกรุ๊ปทัวร์ศูนย์เหรียญหรือ Kick Back ให้น้อยลงบ้างจะดูน่าสนใจกว่าครับ







