
ลงทะเบียนพลาดเป้า หรือคนไทยจนไม่จริง?
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผ่านมา 2 สัปดาห์ หรือครึ่งทางของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลงทะเบียนคนจน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการ National e-Payment ของรัฐบาล ล่าสุด ณ วันที่ 31 ก.ค. 2559 มีคนลงทะเบียนแล้วเฉียด 2 ล้านราย ขณะที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 ส.ค.แล้ว จะมียอดผู้มาลงทะเบียนรวม 5 ล้านราย ถือว่ายอดลงทะเบียน 2 ล้านรายน้อยเกินคาดเมื่อเทียบกับเป้าหมาย และยิ่งเมื่อเทียบกับข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ที่พบว่าประเทศไทยมีคนจนจำนวน 20 ล้านราย หรือประมาณ 30% ของจำนวนประชากรไทย ในช่วงปี 2552-2557 ซึ่งในจำนวนนี้ มีผู้รับสวัสดิการของรัฐอยู่แล้วทั้งหมดในปัจจุบันประมาณ 10 ล้านราย
เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้มีรายได้น้อยถึงไม่แห่กันมาลงทะเบียนอย่างที่คาดไว้ ทั้งๆ ที่ผู้ลงทะเบียนสามารถไปลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สาขาของธนาคารของรัฐ 3 แห่งประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ที่มีสาขารวมกันอยู่ทั่วประเทศมากถึง 3,500 แห่ง ทั้งที่รัฐบาลก็ประกาศว่าโครงการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐนี้ จะช่วยให้คนจน ผู้มีรายได้น้อย ผู้ว่างงาน ผู้สูงอายุ ได้รับการจัดสรรความช่วยเหลือ ได้รับการจัดสรรสวัสดิการได้ตรงกับตัวบุคคลมากขึ้น และเป็นสวัสดิการที่ไม่ได้แตกต่างจากเดิม
จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า เพราะอะไรยอดการลงทะเบียนถึงไม่วิ่ง หรือว่าคนไทยไม่จนอย่างที่รัฐบาลคิด??
หรือเพราะสาเหตุว่ารัฐบาลกำหนดเงื่อนไข ให้ผู้ที่มาลงทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ทั้งข้อมูลหนี้สิน และทรัพย์สิน เช่น รายได้ (เงินเดือน/เงินฝากธนาคาร/สลากออมทรัพย์/พันธบัตร/หุ้น ฯลฯ) การถือครองทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง/รถยนต์/จักรยานยนต์ ฯลฯ) และหนี้สินคงค้างทั้งหมด (เงินกู้ในระบบ/เงินกู้นอกระบบ/หนี้บัตรเครดิต/หนี้เพื่อการศึกษา/หนี้เพื่อการเกษตรหรือประกอบธุรกิจ/หนี้เพื่อการอุปโภค-บริโภค/หนี้เพื่อซื้อบ้านและที่ดิน ฯลฯ) จึงทำให้ไม่มีใครกล้ามาลงทะเบียน
เพราะที่ผ่านมาการมาลงทะเบียนเพียงแค่แจ้งเฉพาะหนี้สินกันอย่างเดียว พอให้มาเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สิน และข้อมูลอื่นๆ พ่วงท้ายมากมาย เลยทำให้ไม่กล้ามาลงทะเบียน เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะรู้ว่าจนไม่จริง
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาลงทะเบียนว่าต้องเป็นประชาชนที่มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เกิดก่อนวันที่ 16 ส.ค. 2541 และเป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ปีละไม่เกิน 1 แสนบาท ในปี 2558 ซึ่งหมายถึงผู้เข้าข่ายจะได้รับสวัสดิการของรัฐนั้นต้องมีรายได้ราว 8,333 บาท/เดือน หรือราว 300 บาท/วัน
ประเด็นเรื่องที่มาของรายได้ของคนกลุ่มนี้ บอกได้คำเดียวว่ายากต่อการพิสูจน์ เพราะเป็นกลุ่มผู้หาเช้ากินค่ำ เช่น ขับสามล้อ วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าข้างถนน พวกหาบเร่ แบกับดิน ความที่หาเช้ากินค่ำ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีสลิปเงินเดือนมายืนยันที่มาของรายได้ และมักจะไม่ได้ประกอบอาชีพแบบสม่ำเสมอแบบมนุษย์เงินเดือน จนอาจกลายเป็นข้อกังวลของคนที่มาลงทะเบียนว่า ตัวเองมีรายได้แท้จริงมากน้อยเท่าไหร่ จึงตัดสินใจไม่มาลงทะเบียน เพราะไม่รู้จะกรอกข้อมูลรายละเอียดอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า เด็กอายุ 18-21 ปี ที่ยังเรียนหนังสืออยู่นั้น จำเป็นต้องไปลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ และถ้าไม่ลงทะเบียนจะเสียประโยชน์ที่ควรได้หรือไม่ เช่นกรณีที่รัฐบาลจะแจกตั๋วนั่งรถเมล์ รถไฟฟ้าครึ่งราคา สำหรับผู้ลงทะเบียนคนจน แล้วเด็กนักเรียนที่ไม่มีรายได้จะอยู่ในข่ายได้รับสิทธิตั๋วครึ่งราคาเหล่านี้ด้วยหรือไม่ ต้องลงทะเบียนหรือไม่ ล้วนไม่มีความชัดเจน สุดท้ายนักศึกษาจึงยังไม่ไปลงทะเบียน
อีกปัญหาอุปสรรคหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร คือ ปัจจุบันสวัสดิการหลายอย่างนั้นเป็นการให้ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะรู้จักชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งจำนวน ฐานะที่แท้จริง และสวัสดิการที่จะได้รับ เรียกได้ว่าเป็นผู้ถือบัญชีคนในพื้นที่ปกครองที่มีรายละเอียดข้อมูลครบถ้วน และที่ผ่านมา รัฐบาลก็ให้สวัสดิการต่างๆ ผ่านบุคคลเหล่านี้
แต่การลงทะเบียนสวัสดิการคนจน จะเป็นการติดต่อโดยตรงระหว่างรัฐกับผู้รับสวัสดิการ กลายเป็นการทอนอำนาจในการจัดสรรเงินสวัสดิการของรัฐ ออกจากมือผู้นำท้องถิ่นเหล่านี้ไปโดยปริยาย ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำท้องถิ่นเหล่านี้จะไม่เป็นผู้นำในการแจ้งบอกชาวบ้านที่เข้าข่ายต้องมาลงทะเบียนให้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ส่งผลให้ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ทราบเรื่อง และไม่มาลงทะเบียน
แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด แต่หากจะสรุปปัญหาเบื้องต้นของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ที่พลาดเป้าได้ว่า รัฐบาลอ่อนการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างมาก ประกอบกับรัฐบาลยังไม่มีเป้าหมายการจ่ายสวัสดิการที่ชัดเจน จึงทำให้ยังไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ ให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์สนใจเข้ามาลงทะเบียน
นอกจากนี้ ในแง่ของความโปร่งใสและการจัดการด้านระบบตรวจสอบยังไม่มีความชัดเจนว่าภายหลังการลงทะเบียนแล้ว จะมีหน่วยงานใดที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล หรือลงพื้นที่เพื่อยืนยันว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่ถึง 1 แสนบาท/ปี อย่างแท้จริง หรือที่เป็นคนจน เพราะสาเหตุจากการไม่ทำมาหากิน ไม่ประกอบสัมมาอาชีพอย่างสุจริต
นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะรัฐบาลจะต้องออกมาชี้เป้าว่า หน่วยงานใดจะเป็นคนตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง ของคนที่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการของรัฐว่า เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับสวัสดิการของรัฐที่มาจากเงินภาษีประชาชน
ด้าน วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ในช่วงที่เหลืออีก 2 สัปดาห์ก่อนปิดรับลงทะเบียน 15 ส.ค. 2559 นี้ ประชาชนจะทยอยเข้ามาลงทะเบียนกันมากขึ้น และการที่มีคนมาลงทะเบียนน้อยก็แสดงว่ามีคนจนน้อย ซึ่งก็เป็นผลดีต่อการจัดสวัสดิการของรัฐที่ลดลง ส่วนคนที่มาลงทะเบียนไม่ทัน ก็ยังสามารถเข้ามาลงทะเบียนได้อีกในปีหน้า ซึ่งจะมีเปิดรับลงทะเบียนทุกปี เป้าหมายของการลงทะเบียนเพราะต้องการรู้ข้อมูลคนยากจน คนพิการ และผู้สูงอายุว่ามีเท่าไร มีรายได้ มีหนี้สินอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ดี หากจะคำนวณว่าในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการเชิงสวัสดิการและประชานิยมมากน้อยเท่าไหร่ จะพบว่ามีรวมถึง 18 โครงการใช้เงินไปกว่า 3.88 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 15.4% ของงบประมาณประจำปี และถ้าดูเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับเพิ่มรายได้และลดจ่าย จะมีถึง 11 โครงการ อาทิ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุน
สตรี พักชำระหนี้ จำนำพืชผลทางการเกษตร ประกันรายได้เกษตรกร ใช้งบถึง 1.44 แสนล้านบาท และถ้าดูเฉพาะโครงการเพื่อคนจนจริงๆ พบว่าใช้งบประมาณเพียง 5.6 หมื่นล้านบาท
ในจำนวนคนที่ได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ทั้งหมด ถ้าเอารายชื่อมาพลิกดูจะรู้ว่า มีคนได้ประโยชน์ซ้ำซ้อนจากโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลมากมาย
ดังนั้น การเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ แต่รัฐบาลต้องมีวิธีบริหารจัดการข้อมูล และมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจริงๆ ไม่เป็นเพียงการรับข้อมูลจากประชาชนฟากเดียว
การตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง จะทำให้รัฐบาลได้ข้อมูลที่แท้จริง และสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
และในอีกมุมหนึ่งยิ่งมีคนมาลงทะเบียนน้อย แต่เป็นการลงทะเบียนบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ก็ถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ทแล้ว เพราะหากมีข้อมูลคนจนชัดเจน จะช่วยให้รัฐสามารถออกแบบโครงการสวัสดิการช่วยเหลือคนจนที่ตรงจุดและช่วยประหยัดงบประมาณมาก







