posttoday
เทียบภาวะผู้นำทักษิณ-อภิสิทธิ์

เทียบภาวะผู้นำทักษิณ-อภิสิทธิ์

17 สิงหาคม 2553

....นายศาสตรา

ในแง่ของการหล่อหลอมภาวะผู้นำ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นับว่าได้เปรียบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่การเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดี บิดา มารดามีการศึกษาสูง บิดาเป็นแพทย์จากอังกฤษมีบทบาทสูงในวงการแพทย์ เป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มารดาเป็นอาจารย์แพทย์ในคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อภิสิทธิ์ ได้รับการเตรียมตัวเพื่อเป็นผู้นำประเทศอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการศึกษาชั้นอนุบาลและประถมในโรงเรียนชั้นนำในประเทศ จากนั้นไปศึกษาจนจบชั้นมัธยมในโรงเรียนมีชื่อเสียงของอังกฤษ คือ อีตัน และจบการศึกษาชั้นอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ คือ ออกซฟอร์ด ระหว่างปิดเทอมการศึกษามีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามนักการเมืองคนสำคัญคือ ชวน หลีกภัย อย่างใกล้ชิด

เมื่อจบการศึกษาก็ได้เป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเข้าสู่วงการเมืองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ได้เป็น สส.หลายสมัย จนมีพรรษาทางการเมืองมากพอก็ได้เป็นรัฐมนตรีหลายสมัย ในพรรคการเมือง ก็ไต่เต้าจากสมาชิกพรรคเป็นกรรมการบริหารพรรค และเป็นหัวหน้าพรรค จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด โดยสามารถดำรงตนเป็นนักการเมืองที่ดีตามแบบอย่างที่ดีมาโดยต่อเนื่อง จนได้รับฉายาในลักษณะยกย่องมาตั้งแต่ต้นว่า “ชวนน้อย” และต่อมาก็สามารถสร้างสมบารมีจนมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเอง เป็นต้นแบบให้แก่นักการเมืองรุ่นหลัง เมื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยอภิสิทธิ์ได้รับฉายา “หล่อใหญ่” และอภิรักษ์ได้รับฉายา “หล่อเล็ก”

ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นจากการเรียนจบชั้นอุดมศึกษาในประเทศจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าสู่วงราชการตำรวจแล้วไปศึกษาจนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ แล้วต่อมาได้เบนเข็มชีวิตออกไปทำธุรกิจ โดยตอนเริ่มต้นมิได้ประสบความสำเร็จอะไรนัก โดยเฉพาะในธุรกิจโรงภาพยนตร์ ต่อมาในธุรกิจคอมพิวเตอร์ และเคเบิลทีวี พ.ต.ท.ทักษิณ มาประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจสื่อสารคมนาคมจนเป็นอภิมหาเศรษฐีของประเทศ จึงถูกดึงเข้าสู่วงการเมืองโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม

ในทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเข้าสู่ระบบแบบเรียนลัด จู่ๆ ก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยไม่ต้องลงสมัครเป็น สส. และไม่ต้องเป็นแม้แต่สมาชิกพรรค

พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักการเมืองในสมัยที่ยอมเอออวยกับ พล.ต.จำลอง และต่อมาเป็นผู้นำพรรคพลังธรรม ถึงขั้น “เสียศูนย์” เมื่อประกาศจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้ภายใน 6 เดือน ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้ แล้วก็ทำไม่ได้จริงๆ

แต่เพราะกระแส “เบื่อชวน” คือ เบื่อความงุ่มง่ามเชื่องช้าของนายกฯ ชวน และภาพลักษณ์ที่เก่งแต่เป็นฝ่ายค้านแต่บริหารบ้านเมืองไม่เป็น รวมทั้งสภาพ “ติดหล่ม” การทุจริต คอร์รัปชัน ประกอบกับความหวัง “ลมๆ แล้งๆ” แต่เป็นความหวังที่มีกระแสสูงว่า “เศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแล้วจะไม่โกง” รวมทั้งความสามารถในการใช้เงินอย่างฉลาด ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ และกำชัยชนะเหนือพรรคประชาธิปัตย์ไปอย่างพลิกความคาดหมาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถแสดงภาวะผู้นำอย่างโดดเด่น

น่าเสียดายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถฝ่าข้ามความเป็นปุถุชนที่ต้องถูกครอบงำด้วย โลภ โกรธ หลง ไปได้ ตรงข้ามกลับมีลักษณะหลงตนเอง ลุแก่อำนาจ และแสดงอาการโลภไม่รู้จักพอ แทนที่เราจะได้ผู้นำประเทศที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า จึงกลับต้องสะดุดขาตัวเอง โดยต้องมีการแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 และแทนที่ประเทศไทยจะได้ใช้ศักยภาพของคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ มานำพาประเทศ กลับจะต้องมาต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทน ยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไรกระทั่งบัดนี้

อย่างไรก็ดี ตลอดเวลาที่อยู่ในอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้แสดงภาวะผู้นำอย่างสูง ตัดสินใจในงานหลายเรื่องที่ผู้คนยังพูดถึงและยังชนะใจผู้คนจำนวนมาก เช่น โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค พักหนี้สินเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป แท็กซี่เอื้ออาทร เป็นต้น

จุดเด่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การกล้าตัดสินใจแบบผู้นำ ไม่ติดในรายละเอียด มองปัญหาอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องไปแก้ไขฟันฝ่าเอาในวันข้างหน้า ทำให้เกิดโครงการดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจำนวนมาก เช่น โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เมื่อเห็นว่ามีประโยชน์ชัดเจนโดยเฉพาะแก่คนยากจน สามารถสร้างหลักประกันสุขภาพครอบคลุมคนทั้งประเทศ โดยใช้เงินจำนวนไม่มาก ก็ตัดสินใจสั่งเดินหน้าทันที เริ่มจากการประกาศเป็นนโยบายหาเสียง และเมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ลงมือเดินเครื่องโดยรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จเป็นคุณูปการที่ครองใจคนส่วนใหญ่ในประเทศ และเป็นที่ยกย่องทั่วโลกมาจนทุกวันนี้

เปรียบเทียบกับร่างกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข กฎหมายฉบับนี้เตรียมการกันมานาน และอภิสิทธิ์ก็รู้ดีว่ากฎหมายนี้มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งประชาชน แพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นทั้งหมด รวมทั้งโรงพยาบาล ทั้งนี้เพราะอภิสิทธิ์เป็นผู้ลงนามเสนอร่างนี้ต่อประธานรัฐสภาด้วยตนเองเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2553 นี้เอง เรื่องนี้ถ้าอภิสิทธิ์จะแสดงภาวะผู้นำ อธิบายผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ให้ชัดเจนกว่านี้ แทนที่จะออกสุ้มเสียงเหมือนเกรงอกเกรงใจแพทย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ก็คงจะ “ได้ใจ” ประชาชนมากกว่านี้ และแสดงถึงภาวะผู้นำมากกว่านี้

ท่าทีที่คลุมเครือเหมือนไม่เห็นใจในความเดือดร้อนของประชาชนเช่นนี้ สะท้อนภาวะผู้นำที่อ่อนแอ และมีแต่จะทำให้เหินห่างจากประชาชนไปอย่างน่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท