
กระชากหน้ากาก
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
ใกล้เข้ามาทุกขณะ สำหรับวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ถือโอกาสป่าวประกาศบอกพี่น้องประชาชนเตรียมพร้อมไปใช้สิทธิลงประชามติได้ตามหน่วยลงประชามติใกล้บ้านท่านตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. นะครับ
ช่วงเวลาที่เหลือ นักการเมืองผู้สูญเสียอำนาจคงงัดกลยุทธ์หาช่องทางเคลื่อนไหวต่อเนื่อง จากแถลงจุดยืนผ่านสื่อมวลชนรายวัน ออกแถลงการณ์ ปั๊มข้อความส่งไลน์กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งหลอกล่อ หว่านล้อม ยัดเยียดสื่อมวลชนให้นำไปลงข่าวพาดหัวแลกผลประโยชน์บางประการ
สารพัดวาทกรรมอันเป็นคัมภีร์หากิน “บ้านนี้เมืองนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย“ถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ” พยายามสถาปนาตนเองว่า พวกเขาเท่านั้นผูกขาดสัมปทานประชาธิปไตยกำหนดอนาคตประเทศ โดยคำหนึ่งก็อ้างเป็นเสียงเรียกร้องประชาชน สองคำก็อ้างประชาชนพิงหลังอยู่ร่ำไป
เมื่อวานนี้ เอาอีก ด้วยการตั้งกลุ่มยกคณะไปยื่นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบจุลสารร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเป็นเท็จ จึงขอให้ กกต.ตรวจสอบ หากไม่ดำเนินการจะกล่าวโทษเอาผิด กกต.เสียเลย
อีกด้าน สมาชิกพรรคการเมืองใช้ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับกลุ่มไปยื่น กกต. เดินทางไปยื่นหนังสือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ไต่สวน กกต. เนื่องจากเข้าข่ายผิดกฎหมายประชามติ
ภายในวันเดียว สำแดงพฤติกรรมเคลื่อนไหวสอดคล้องต้องกัน แบบว่าทำทีเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นคนละกลุ่มคนละก้อน แต่นี่คือกลยุทธ์แยกกันเดินร่วมกันตี
เป็นวิธีสร้างจิตวิทยามวลชนให้ชาวบ้านร้านตลาดห่างไกลข้อมูลเข้าใจว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ในสังคม แต่เมื่อเจาะลงไปในความสัมพันธ์ล้วนเป็นคนกลุ่มเดียวกัน กลุ่มรับใช้นักการเมืองนายใหญ่นั่นเอง
เพราะถ้าตรวจพฤติกรรมก่อนเคลื่อนไหว ก็มีการกำหนดให้นักการเมืองหนึ่งถึงสองรายออกมาให้ข่าวเป็นระยะๆ ว่าจุลสารสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญบิดเบือน
อย่างว่าล่ะครับ นี่ไม่ใช่แค่โค้งสุดท้ายที่ กกต.รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างแข็งขัน แต่เป็นโค้งสุดท้ายที่กลุ่มการเมืองดิ้นเฮือกสุดท้ายสร้างความปั่นป่วนการลงประชามติ อยู่ที่ประชาชนต้องคิดพิจารณาแยกแยะให้ถ้วนถี่
อ้อ! จับได้ไล่ทันช่วงโค้งสุดท้าย เห็นได้ว่าขบวนการเหล่านี้ให้น้ำหนักโจมตี กกต. เนื่องจากเป็นองค์กรหลักมีหน้าที่จัดการการลงประชามติ จึงต้องทำลายเครดิตความเชื่อมั่นในตัวองค์กร
ถึงขั้นมีการปล่อยข่าวจะยุบ กกต.กันเลยทีเดียว ทั้งที่ในสถานการณ์ความจริงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว มาถึงตรงนี้ทำให้คิดไปถึงคนที่เคยออกมาปล่อยข่าวจะไม่มีการลงประชามติ และวานนี้คนหน้าเดิมก็พูดอีกแล้วว่า “จะมีการล้มประชามติ”
เมื่อเคลื่อนไหวบนดินไม่ได้ต้องสร้างข่าวโหมกระพือให้ผู้คนขวัญเสีย เกิดความสับสนเข้าใจผิด ไม่มั่นใจในการลงประชามติ
คนที่จิตปกติปรารถนาดีต่อชาติเขายังคิดไม่ได้เลย เห็นจะมีแต่พวกจิตสกปรกเท่านั้นที่กระทำกัน







