
ล้งจีนกับเกษตรกรไทย
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
พักนี้ท่านผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าราคาผลไม้ไทยที่วางขายในตลาด โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ นั้น สูงขึ้นทุกประเภท ทั้งผลไม้ราคาแพงอย่างทุเรียน หรือที่ไม่เคยแพงอย่างกล้วยน้ำว้า ก็แพงขึ้นขายกันหวีละ 70/80 บาท เท่าที่ลองสอบถามนักธุรกิจในวงการนี้ ทราบว่า สาเหตุที่ทำให้ผลไม้ไทยราคาแพงกว่าผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มี 2 สาเหตุหลัก คือ ผลผลิตที่ออกจากสวนลดลงเกือบทุกประเภท จากภาวะอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตน้อย เช่น มะม่วงไม่ออกช่อออกดอก กล้วยน้ำว้าหักคอต้นตายตอนที่กำลังติดเครือ เป็นต้น
สาเหตุแรกนี้คงแก้ไขอะไรยาก ตราบเท่าที่ระบบการเกษตรของเรายังต้องพึ่งดินฟ้าอากาศ เพราะการชลประทานยังเข้าไม่ถึงไร่นาสวน ซึ่งก็หวังว่าถึงแม้การเกษตรจะอยู่ในโมเดล 1.0 ไม่ใช่ 4.0 อย่างที่รัฐบาลอยากให้เป็น แต่เชื่อว่าคนไทยกับการเกษตรนั้นแยกกันไม่ออก รัฐบาลคงไม่มุ่งสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มจากนวัตกรรมจนลืมเกษตรกรรม
ส่วนสาเหตุประการที่สอง คือ เดี๋ยวนี้มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามารับซื้อผลไม้ถึงหน้าสวน ที่เรียกว่า “ล้ง” โดยเหมาซื้อผลผลิตทั้งสวน บรรจุใส่คอนเทนเนอร์กันหน้าสวนแล้วส่งไปขายในจีน ทำให้มีผลไม้เหลือจำหน่ายในประเทศน้อยลง
สาเหตุที่สองนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ถ้ามองในแง่ร้ายคือทำให้นักธุรกิจไทยที่ประกอบอาชีพส่งออกผลไม้หรือแปรรูปผลไม้ไทยต้องซื้อผลไม้ราคาแพงขึ้น หาสินค้าได้ยากขึ้น เพราะชาวสวนขายผลผลิตให้ล้งจีน เนื่องจากได้ราคาดีและได้รับเงินสดหน้าสวนทันที ทำให้ทำธุรกิจยากขึ้น และบางส่วนอาจต้องออกจากธุรกิจนี้ไปเพราะไม่สามารถแข่งขันกับล้งจีนได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ ผลผลิตผลไม้ไทยส่วนใหญ่ถูกเหมาซื้อส่งไปขายในประเทศจีน ทำให้เหลือสินค้าขายในตลาดน้อยลง ประกอบกับผลผลิตออกจากสวนลดลง เลยยิ่งทำให้ผลไม้ไทยราคาแพงกว่า
ผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ
ถ้ามองในทางทฤษฎี การที่นักธุรกิจจีนเข้ามาประกอบธุรกิจเป็นล้งจีนซื้อผลไม้ถึงสวนนั้น แน่นอนว่า เป็นการรุกเข้ามาในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจผลไม้ไทย คือ เริ่มรุกเข้ามาถึงธุรกิจต้นน้ำมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเข้ามาทำสวนเอง เช่น สวนกล้วยในภาคเหนือที่มีคนบอกผมว่าต้องใช้น้ำมาก และอาจแย่งน้ำจากสวนของชาวบ้านที่เป็นสวนขนาดเล็กที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในสายการผลิตของกลุ่มธุรกิจจีน (Co-Supply Chain)
กรณีนี้ถ้าเป็นจริง ย่อมจะส่งผลถึงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและชี้วัดความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อย ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยการผูกขาดจากบรรดานายทุนระดับชาติมาตลอด และกำลังจะถูกซ้ำเติมโดยนายทุนข้ามชาติ
ผมเองเคยทำงานเป็นผู้บริหารในตลาดกลางผักและผลไม้ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ทุกปีจะได้รับคำขอร้องจากทางราชการให้ช่วยจัดที่วางจำหน่ายผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลทำให้ราคาตกอย่าง เงาะ มังคุด ลองกอง ฯลฯ เป็นกรณีพิเศษโดยไม่เก็บค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
แต่ทราบว่า 2-3 ปีมานี้ เกษตรกรไม่มีปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำจนต้องเอามาวางกองขายถูกๆ หรือบางทีก็ปล่อยให้เน่าเสียคาต้นไป เพราะขายไปไม่คุ้มค่าแรงงานเก็บผลไม้และค่าขนส่งไปจำหน่าย ลองถามดูก็ได้ความว่า เกษตรกรขายผลผลิตยกสวนให้ล้งจีนทั้งหมด ปัญหานี้จึงได้รับการแก้ไขไปตามธรรมชาติหรือโดยระบบตลาดก็ว่าได้ ทั้งที่ทุกรัฐบาลก่อนหน้านี้พยายามแก้ไข แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
ใช่แล้ว ผมกำลังจะพูดถึงผลดีของการที่พ่อค้าจีนเข้ามารับซื้อผลไม้ถึงสวนเพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู
ผลดีประการแรก คือ ระบบล้งจีนช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ไทยตกต่ำในฤดูกาลที่ให้ผลผลิต ซึ่งในอดีตเมื่อผลไม้ราคาดีเกษตรกรไม่มีผลผลิตจำหน่าย ครั้นพอมีผลผลิตราคากลับตกต่ำจนน่าใจหาย
ที่น่าสนใจคือ หลายคนเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดการครอบงำการค้าผลไม้ของไทย และอาจทำให้เกิดการผูกขาดการซื้อขายและกำหนดราคาผลไม้ไทยในอนาคต แต่ตามที่ข้อมูลที่ได้ การรับซื้อผลไม้ของพ่อค้าจีนจะเป็นแบบซัพพลายกระจายตัว (Fragmented Supply) คือจะมีพฤติกรรมพ่อค้าหลายรายแย่งกันรับซื้อผลไม้หลายประเภททั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ไม่มีล้งใหญ่รายเดียวหรือสองรายผูกขาดตลาดเหมือนธุรกิจการเกษตรอย่างอื่น ที่เห็นชัดคือธุรกิจด้านโทรคมนาคม ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียง 2-3 ราย ครอบครองตลาดที่เรียกว่า ซัพพลายรวมศูนย์ (Consolidate Supply) เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะมีการผูกขาดจึงเกิดขึ้นค่อนข้างยาก เพราะผลผลิตหลายรายมีคุณสมบัติต่างกัน และมีผู้ค้าขายหลายรายแข่งขันกันเอง การเข้ามาของพ่อค้าจีนเหล่านี้จึงน่าจะลดการผูกขาดของนายทุนท้องถิ่นหรือนายทุนระดับชาติคนไทยกันเอง ทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากหยาดเหงื่อแรงงานเต็มที่กว่าที่เคยเป็นมาในอดีต
ส่วนประเด็นสุดท้ายนี่เกรงกันว่าธุรกิจนี้จะไม่ยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการรายนี้บอกว่า คนจีนนั้นชอบผลไม้ไทย และล้งจีนที่เข้ามาแย่งชิงผลผลิตของชาวสวนโดยให้ราคาสูงนั้น บางทีพอส่งเข้าไปขายในตลาดกลางผักและผลไม้ในเมืองจีนกลับขาดทุนเพราะขายราคาตลาด พอเจอขาดทุนบ่อยๆ ก็ต้องออกจากธุรกิจไป แต่ก็จะมีรายใหม่เข้ามาทำแทน จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าวันดีคืนดีล้งจีนจะหายไปจากเมืองไทย ทำให้ชาวสวนต้องกลับมาขายผลไม้แบบเดิม
ว่าไปแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ก็คือกลับสู่การค้าแบบเดิม คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าเก่า สรุปแล้ว ก็เหมือนของทุกอย่างในโลกนี้ มีดีก็ต้องมีเสีย หวังว่าภาคราชการคงใช้วิจารณญาณในการจัดการวางระเบียบอย่าให้มีการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร และพยายามดึงให้การค้านี้เข้าสู่ระบบตามกฎหมาย เช่น ถ้าตั้งบริษัทโดยใช้ตัวแทนคนไทยมาทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ เช่น ทำสวนเองนั้น ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังแย่งอาชีพของเกษตรกรไทย ทำธุรกิจการเกษตรที่สงวนไว้สำหรับคนไทยและครอบครองที่ดินเพื่อทำการเกษตร โดยไม่ให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น
ผมว่าทางราชการควรขีดเส้นแดงของการเข้ามาประกอบธุรกิจผลไม้ไทยของพ่อค้าจีนหรือคนต่างชาติไว้ที่กลางน้ำหรือปลายน้ำอย่างปัจจุบัน แต่ไม่ให้เข้ามาทำธุรกิจต้นน้ำแข่งกับคนไทยอย่างเด็ดขาด แค่นี้ก็ดีกับทุกฝ่ายแล้ว
ว่าแล้วก็ออกไปซื้อกล้วยน้ำว้าหวีละ 70 บาทกินต่อไป ส่วนทุเรียนลูกละ 1 หมื่นบาท ปล่อยให้เศรษฐีกินก็แล้วกัน ถือว่าช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อนร่วมชาติจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้างดีกว่า เขาลำบากมานานแล้วก็ได้ล้งนี่แหละครับมาแก้ปัญหาให้







