posttoday
เรตติ้งเศรษฐกิจไทย แขวนไว้กับการเมือง

เรตติ้งเศรษฐกิจไทย แขวนไว้กับการเมือง

01 สิงหาคม 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกได้มีการประกาศรายงานเครดิตของประเทศไทยล่าสุดถึง 2 แห่ง ซึ่งในภาพรวมเครดิตของไทยถือว่ามีทั้งแนวโน้มดีขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะถูกจัดชั้นลดลง สาเหตุที่เครดิตไทยจะได้ปรับขึ้นก็เพราะพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และมีการฟื้นตัวที่ต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงที่เครดิตไทยจะถูกปรับลดลงก็มาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งจะกระทบกับการฟื้นตัวและการฟื้นฟูของเศรษฐกิจโดยตรงให้สะดุดลงอีกครั้งหนึ่ง

การออกรายงานล่าสุดของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของประเทศไทยลงจากระดับ A- สู่ BBB+ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคงอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศในระดับ BBB+ และคงมุมมองของประเทศไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ พร้อมกันนี้ยังคงอันดับตราสารหนี้ระยะสั้น ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ F2

สาเหตุที่ฟิทช์ลดเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของไทย เนื่องจากเห็นว่าหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จากแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ซึ่งให้รัฐวิสาหกิจกู้ยืมภายใต้การค้ำประกันของรัฐ จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดจะมีการก่อหนี้ในวงเงิน 1.8 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2558-2565

นอกจากนี้ ฟิทช์ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและเผชิญแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.9% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% ในปีหน้า การบริโภคจะดีขึ้นจากรายได้ของเกษตรกรที่ฟื้นตัวหลังผ่านหน้าแล้งที่วิกฤตมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

ที่สำคัญฟิทช์เป็นห่วงความเสี่ยงที่ปัญหาทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ แม้ว่าจะมีกำหนดการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองและการแตกแยกทางสังคมได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีปัญหา เศรษฐกิจของไทยก็อาจจะสะดุดลงอีกครั้ง

ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (มูดี้ส์) ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลไทยสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาทที่ระดับ Baa1 โดยมีมุมมองความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันได้ยืนยันเพดานความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ระดับ A2 และสกุลเงินบาทที่ระดับ A1 พร้อมทั้งยืนยันเพดานเงินฝากธนาคารสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ระดับ Baa1 และสกุลเงินบาทที่ระดับ A1

มูดี้ส์ได้วิเคราะห์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ต่ำกว่าศักยภาพในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ความซบเซาของความต้องการสินค้าในตลาดโลก และความอ่อนแอของการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในผลการแสดงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี มูดี้ส์ยังให้ความเห็นว่า ฐานะการคลังที่เข้มแข็ง ความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงภาคต่างประเทศที่ต่ำ ตลอดจนความเสี่ยงในการปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนด และต้นทุนการระดมทุนของรัฐบาลที่อยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าไทยมีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะและนโยบายการเงินการคลังเชิงรุกได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยถึงแม้ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ตัวชี้วัดด้านการคลังในภาพรวมยังมีความเข้มแข็งกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน

นอกจากนี้ มูดี้ส์มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะมีการขยายตัวที่ 2.8% และปี 2560 ขยายตัวได้ 3% อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2558 เนื่องจากมูดี้ส์เห็นว่าไทยยังคงพึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกภาคบริการมากกว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนและการส่งออกสินค้า ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวไม่มีความแตกต่างจากช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

จากรายงานเครดิตของสถาบันจัดอันดับทั้งสองแห่งจะเห็นภาพได้ว่า เครดิตของประเทศไทยยังอยู่ในระดับประเทศที่น่าลงทุน และที่สำคัญมุมมองยังเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ แสดงให้เห็นว่าเครดิตของไทยมีแนวโน้มที่ดีไปในทิศทางที่เป็นบวก

ในส่วนของฐานะการคลัง ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ฟิทช์มองว่าหนี้ของไทยเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางเศรษฐกิจที่หนี้เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน เป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมั่นคงในระยะปานกลางและยาว ขณะที่มูดี้ส์มองว่าหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นไม่น่าเป็นห่วง และยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่เครดิตอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของไทยยังไม่เป็นความเสี่ยงของเครดิตไทยในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม ทั้งฟิทช์ และมูดี้ส์ มีความเห็นตรงกันคือเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง ที่การลงประชามติที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ยังประเมินได้ยากว่าการเมืองของไทยจะดีขึ้น และไม่กลับมามีปัญหาเหมือนเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า ฟิทช์ปรับลดเครดิตประเทศไทยไม่กระทบกับเศรษฐกิจ เนื่องจากการปรับครั้งนี้เป็นการปรับทางเทคนิค มีการปรับโมเดลการให้เครดิตเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทำให้ฟิทช์ปรับลดเครดิตเกือบทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยอย่างเดียว โดยฟิทช์มองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังดีมาก ภาคการเงินของไทยยังเข้มแข็ง และการก่อหนี้เพิ่มขึ้นก็เป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่ฟิทช์ยังกังวลเรื่องการเมืองของไทยหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอาจจะมีความวุ่นวาย ทำให้มีการปรับลดเครดิตของไทยลง

ขณะที่ สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า เครดิตของประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดีมาก ยังอยู่ในระดับที่น่าลงทุน จากปกติประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เครดิตของประเทศนั้นๆ จะถูกปรับลดลงต่ำให้เป็นเกรดประเทศที่ไม่น่าลงทุน แต่ของไทยไม่ถูกปรับลดตั้งแต่มีการยึดอำนาจ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างประเทศเข้าใจการเมืองของไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าจะมีความเป็นห่วงซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ

หากมองการประเมินเครดิตของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก จะมีการประเมินในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จากรายงานล่าสุดของฟิทช์และมูดี้ส์ไม่ห่วงเศรษฐกิจไทยมาก และยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในอัตราที่ต่ำ จะมีก็แต่ด้านการเมืองเท่านั้นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตตามติดอย่างใกล้ชิด หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้ตามโรดแมป ไม่มีปัญหาความวุ่นวายเกิดความไม่สงบเหมือนในอดีต เครดิตของประเทศไทยก็น่าจะผ่านฉลุยได้ไม่ยาก

แต่หากการเมืองกลับมาไม่นิ่ง มีปัญหาความวุ่นวายที่ คสช.แก้ไม่ตก รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านการเมืองแล้ว รัฐบาลใหม่กลับมาทำโครงการประชานิยมสร้างหนี้สินและความเสียหายเหมือนกับโครงการรับจำนำข้าว เครดิตของประเทศก็คงอยู่ในความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกปรับลดลง

ดังนั้น ปัจจัยการเมืองจึงเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายเครดิตของไทยในช่วงระยะสั้น 1-2 ปีนี้ ว่าจะยั่งยืนเท่าเดิมหรือถูกปรับลดลง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง