
เก็บภาษีน้ำหวาน แก้ปัญหาปลายเหตุ
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
พลันที่กระทรวงการคลังมีนโยบายพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ และประมาณการว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี จนกลายเป็นเรื่องเผือกร้อนที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกระทั่งล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาว่า เรื่องนี้อาจกลายเป็นมวยล้ม เมื่อคณะกรรมาธิการด้านการเก็บภาษีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้แทนจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติชะลอการเก็บภาษีน้ำหวานออกไปอย่างไม่มีกำหนด และให้ใช้กฎหมายของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันควบคุมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มไปก่อน
เหตุผลที่ภาครัฐอธิบายถึงการชะลอการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงออกไปครั้งนี้คือ ภาครัฐกังวลว่าจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของประเทศซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่กระทรวงการคลังก็จะศึกษาแนวทางการจัดเก็บไว้สำหรับใช้เป็นข้อมูลได้ในอนาคต
เมื่อย้อนกลับไปมองเรื่องนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ หนีไม่พ้นอุตสาหกรรมน้ำตาลที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของเครื่องดื่มหลายชนิดที่เข้าข่ายต้องถูกจัดเก็บภาษีเพิ่ม ตามมาด้วยผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก โดยเฉพาะน้ำอัดลม ที่กระทั่งล่าสุดมีข่าวน้ำอัดลมบางยี่ห้อแอบขึ้นราคาโดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จนต้องออกมาปฏิเสธข่าวไปแล้วหมาดๆ
ต่อมาในมุมมองผู้บริโภค ต้องบอกว่ามีทั้งผลได้ผลเสีย เพราะหากมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจริง ผู้บริโภคจะกลายเป็นผู้รับภาระจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาษี เนื่องจากผู้ผลิตคงไม่แบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้แน่นอน แต่ในทางกลับกันการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หากมีผลให้ผู้ผลิตปรับกลยุทธ์รับมือด้วยการปรับสูตรใหม่ ลดปริมาณน้ำตาลลง ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมสุขอนามัยของผู้บริโภคเอง
นั่นเพราะปัจจุบันคนไทยมีอัตราการบริโภคน้ำตาลมากเป็นอันดับ 9 ของโลก หรืออยู่ที่เฉลี่ย 100 กรัม/คน/วัน ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานสุขภาพที่กำหนดให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 50 กรัม/คน/วัน อีกทั้งต้องยอมรับว่าเครื่องดื่มที่วางจำหน่ายในท้องตลาดและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยในปัจจุบันมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าค่าน้ำตาลที่เหมาะสมเกือบทั้งนั้น ยกเว้นสูตรที่พัฒนาเป็นสูตรน้ำตาลน้อย หรือไม่ผสมน้ำตาล ซึ่งก็มีน้อย เพราะไม่ถูกปากคนไทยที่คุ้นชินกับความหวาน
ขณะที่ในแง่ของธุรกิจเครื่องดื่มนั้น จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่า ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในปี 2559 จะมีมูลค่าประมาณ 2.25-2.3 แสนล้านบาท โดยเป็นการหดตัวในเชิงมูลค่าหรือติดลบ 3.2-5.3% แต่ขยายตัวในเชิงปริมาณ 1-2.2% เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งเป็นผลมาจากการกระหน่ำทำตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายในภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการดื่มเครื่องดื่มของผู้บริโภคนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการถูกกระตุ้นด้วยโปรโมชั่นล่อใจหลากหลายรูปแบบ จนเกิดการซื้อและบริโภคเกินความจำเป็น นี่อาจเป็นอีกปัญหาที่ภาครัฐควรหันมาแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้การซื้อและบริโภคเป็นไปเพื่อความต้องการที่แท้จริงมากกว่าความต้องการเทียมที่เกิดขึ้นเพราะต้องการของรางวัลแล้วนำมาซึ่งการบริโภคเกินพอดี
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเองก็ควรทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคมโดยรวม ด้วยการพัฒนาสินค้าสูตรใหม่ๆ ที่มีปริมาณน้ำตาลเหมาะกับปริมาณที่ผู้บริโภคควรได้รับในแต่ละวัน ไม่เอาความหวานของสินค้าและของรางวัลมาล่อใจลูกค้า โดยเฉพาะในภาวะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเช่นนี้ รวมทั้งควรให้ความรู้แก่ผู้บริโภคถึงการดื่มในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยไม่ต้องรอให้ภาครัฐออกมาตั้งกฎเกณฑ์ว่าต้องแจงปริมาณส่วนประกอบหรือสารอาหาร เป็นต้น
หากถามว่า ท้ายสุดแล้วมีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจริง แน่นอนว่าย่อมดีต่อสุขภาพองค์รวมของคนไทย แต่ผลเสียย่อมตกอยู่กับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะน้ำตาลและเครื่องดื่มที่เห็นชัดเจนที่สุด
ประเด็นสำคัญควรเกาะติดคือ ปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นคิดค้นนวัตกรรมใหม่ผลิตสารให้ความหวานได้เหมือนน้ำตาลแต่ไม่มีปริมาณแคลอรี และเริ่มเข้ามาสร้างโรงงานในประเทศไทยแล้ว โดยคาดว่าจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตภายใต้การคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการพัฒนาไซรัปหรือน้ำเชื่อมไร้แคลอรี เพื่อเจาะอุตสาหกรรมอาหาร ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลคาดการณ์ว่า หากเริ่มทำตลาดจริงจัง จะกระทบกับอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศไทยแน่นอน
ที่สำคัญคือ สินค้าไซรัปและสารให้ความหวานเหมือนน้ำตาลแต่ไม่มีแคลอรี จะได้รับอานิสงส์จากการจัดเก็บภาษีน้ำหวานแน่นอน เพราะไม่มีแคลอรี หากเครื่องดื่มนำไปใช้จะทำให้ไม่ต้องเข้าเกณฑ์ถูกจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างตรงจุด ควรจะเป็นการให้ความรู้กับประชาชนถึงผลดีผลเสียของการบริโภคน้ำหวาน เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพ และท้ายสุดประชาชนหรือผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินตลาดในที่สุด







