
แนะทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหารับน้องไม่เหมาะสม
เตือนรับน้องโหดมีเหล้าเสี่ยงผิดกฎหมาย แนะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทำให้รับน้องสร้างสรรค์ปลอดเหล้าปลอดภัย ก่อนซ้ำรอยความสูญเสีย
เตือนรับน้องโหดมีเหล้าเสี่ยงผิดกฎหมาย แนะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องทำให้รับน้องสร้างสรรค์ปลอดเหล้าปลอดภัย ก่อนซ้ำรอยความสูญเสีย
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวถึงกรณีข่าวการรับน้องที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ว่า ปัญหาการรับน้องกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับสังคมไทย ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม จนเลยเถิดบานปลายไปถึงขั้นใช้ความรุนแรง ล่วงละเมิดอนาจาร โดยมหาวิทยาลัยแทบทุกแห่งมักจะปากว่าตาขยิบ โครงการที่เขียนมาขออนุมัติกันก็เป็นเพียงหน้าฉาก เป็นพิธีกรรมที่ให้ดูดีดูเหมือนสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่กลับซ่อนไว้ด้วยเนื้อในและกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่สามารถกำกับติดตามได้จริง เพราะไม่มีบุคลากรที่ลงไปดูแลได้ทั่วถึง ทำได้แค่ตรวจสอบจากรายงานการทำกิจกรรมซึ่งส่วนใหญ่นักศึกษาก็จะส่งภาพที่ดีๆภาพสร้างสรรค์มาปรากฎในรายงาน แต่ของจริงที่เกิดขึ้นเป็นอีกด้านหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
“เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรหมมานาน ไม่ใช่แค่กรณีนี้ แต่ทุกปีจะมีข่าวรับน้องแบบนี้เกิดขึ้น มีนักศึกษาบาดเจ็บ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต ถูกล่วงละเมิด อนาจารจากกิจกรรมที่อ้างว่าเพื่อความสามัคคีสัมพันธ์พี่น้อง ซึ่งนอกจากทัศนะค่านิยมที่ไม่ถูกต้องและขาดความรับผิดชอบของรุ่นพี่แล้ว เรื่องที่ควรตระหนักคือปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย ก่อนขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ รุ่นพี่บางคนมีอาการมึนเมาดื่มกันมาจากนอกรั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากภายในมหาวิทยาลัยถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ห้ามขายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความผิดทั้งผู้ขายและผู้ดื่ม รวมถึงดื่มบนรถ ผิดกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน6เดือน ปรับไม่เกิน10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกันสถานที่ที่รุ่นพี่ใช้จัดกิจกรรมรับน้อง เช่นโรงเรียน สถานที่ราชการ หรือสวนสาธารณะ มีกฎหมายห้ามขายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดไว้อย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่เขตอุทยานที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามไว้อยู่แล้ว”นายคำรณ กล่าว
นายคำรณ ตั้งคำถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สนใจในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ไล่มาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ตำรวจในพื้นที่ผู้อำนวยการโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการที่ดูแลสถานที่ดังกล่าว หัวหน้าอุทยาน ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551และเขตอุทยานก็มีกฎหมายชัดเจน ดังนั้นหากทุกคนรู้หน้าที่ เลิกคิดว่าธุระไม่ใช่ หากประชาชนผู้ที่พบเห็นช่วยกันแจ้งเบาะแสให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ถอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากกระบวนการรับน้อง ปัญหาจะลดลงอย่างแน่นอน
"อยากฝากไปยังนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะรุ่นพี่ ควรทบทวนตัวเองและหันมาทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ไม่ใช้ความรุนแรงและปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของมึนเมาทุกชนิด ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มธุรกิจน้ำเมาที่อ้างว่ามาสนับสนุนก่อนที่จะมีการเจ็บตายกันอีกจากความคิดที่ไม่ถูกต้องขาดสติและไม่รู้เท่าทัน"นายคำรณกล่าว







