
จากอัลไตถึงไทยแลนด์
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความของ Archaeology Magazine เรื่อง New Thoughts on the Impact of Climate Change in Neolithic China
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความของ Archaeology Magazine เรื่อง New Thoughts on the Impact of Climate Change in Neolithic China บทความนี้รายงานผลกระทบของภาวะอากาศโลกเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ต่อพื้นที่ภาคเหนือของจีนในยุคหินใหม่ (Neolithic) หรือประมาณ 1.2 หมื่นปีมาแล้ว จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่แถบเนินทรายหุ้นซ่าน ต๋าเค่อ หรือขอบทะเลทรายโกบีฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ เคยมีทะเลสาบลึกและแม่น้ำหลายสาย แต่เมื่อ 4,000 ปีก่อนเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันไปทั่วโลก ทำให้ซีกโลกเหนือเกิดภัยแล้งรุนแรงยาวนาน ทำให้เกิดการอพยพลงใต้ครั้งใหญ่ในจีน การอพยพครั้งใหญ่อาจเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมหงซานอันเป็นรุ่งอรุณของวัฒนธรรมจีนเมื่อราวๆ 4,700-2,900 ปีก่อนคริสตกาล
การค้นพบครั้งนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานแรกที่ยืนยันว่าการแปรปรวนของสภาพอากาศโลกส่งผลกระทบต่อการก่อตัวของอารยธรรมโลกหลังจากอ่านรายงานเรื่องนี้ แล้วผมนึกถึง 2 เรื่อง
เรื่องแรก คือตำนานของจีนในยุค “ซานหวงอู่ตี้” หรือสามราชาห้าจักรพรรดิอันเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 2,852-2,070 ปีก่อนคริสตกาล เล่าเรื่องมีช้างมาช่วยไถนา พระเจ้าซุ่นทำนา อีกทั้งยังมีศิลปวัตถุรูปแรด ซึ่งเป็นสัตว์เขตร้อนทั้งสิ้น แสดงว่าอากาศโลกตอนเหนืออุ่นมากกว่ายุคนี้หลายเท่าตัว และอาจเท่ากับเอเชียภาคใต้ การที่เกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันทำให้พื้นที่เขตร้อนชื้นกลายเป็นทะเลทรายอย่างรวดเร็ว
หากข้อสันนิษฐานของผมเป็นจริง แสดงว่าตอนเหนือของจีน-มองโกเลียเมื่อ 4,000 กว่าปีก่อน มีสภาพอากาศคล้ายๆ กับจีนตอนใต้-เอเชียอาคเนย์ทุกวันนี้
เรื่องที่ 2 ที่ผมนึกถึง คือ ทฤษฎีคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าแถบหุ้นซ่านต๋าเค่ออากาศยังแปรเปลี่ยนได้ แล้วพื้นที่แนวเดียวอย่างเทือกเขาอัลไตกันจะอยู่ในชะตากรรมคล้ายๆ กันหรือไม่
หลังจากพิจารณาสภาพแล้ว ผมคิดว่าไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตามมนุษย์อาศัยในบริเวณเทือกเขาอัลไตยากมาก เพราะมีแต่ภูสูงชัน ถึงอากาศไม่หนาวเท่าทุกวันนี้ แต่พื้นที่ไม่อำนวยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ นักโบราณคดีชี้ว่าพื้นที่ในเทือกเขาอัลไตเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรม Seima-Turbino หรือวัฒนธรรมยุคสำริดของชนเผ่าเร่ร่อน อย่างไรก็ตามในช่วง 4,000 ปีก่อน เกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันทำให้ผู้คนอพยพจากอัลไต ทำให้วัฒนธรรมสำริดของแถบนี้ปรากฏแพร่หลายจากอัลไตไปตะวันออกสุดที่มองโกเลียและตะวันตกสุดที่ฟินแลนด์ ส่วนทางใต้มีผู้เสนอว่ามีการอพยพลงมาถึงดินแดนที่ปัจจุบันเป็นประเทศไทย การอพยพเป็นไปอย่างช้าๆ ในชั่ว 5-6 ชั่วคน
ขณะที่บ้านเราดูเหมือนจะสรุปกันแล้วว่าคนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต แต่ในโลกภายนอกประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “คนไทย” อพยพมาจากอัลไต แต่เป็นคนอัลไตอพยพผ่านจีนมาหยุดที่ไทย เนื่องจากเครื่องสำริดของจีนในยุคซานหวงอู่ตี้กับเครื่องสำริดบ้านเชียง ใช้เทคนิคเดียวกับที่อัลไตและฟินแลนด์ทางตะวันตกสุด
มีผู้เชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าจากเทือกเขาอัลไตกลุ่มผู้อพยพมาหยุดแพร่วัฒนธรรมสำริดที่ฉีเจีย มณฑลกานซู่ ใกล้กับวัฒนธรรมแม่น้ำเหลือง ต่อมาลงใต้มาที่ซานซิงตุยในมณฑลเสฉวน 5,000-3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาเคลื่อนลงใต้มาที่มณฑลยูนนาน พบวัฒนธรรมไห่เหมินโข่วและลงมาถึงไทยที่บ้านเชียง เป็นต้น
ขอย้ำนะครับประเด็นนี้ยังดีเบตกันอยู่ เพราะหลักฐานยังไม่แน่นหนา อีกทั้งยังไม่มีการเสนอเรื่องสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงจนเป็นเหตุให้เกิดการอพยพ เพราะเป็นหลักฐานใหม่มากๆ
แม้จะยังไม่สรุป แต่แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีที่คิดว่าตายไปแล้ว สุดท้ายก็ยังดิ้นรนกลับมามีชีวิตได้







