posttoday
คนในถ้ำ

คนในถ้ำ

31 กรกฎาคม 2559

สังคม ผู้คน ในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น

โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร

สังคม ผู้คน ในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น

งานหลายงานจะไม่ต้องการคนมาทำอีกต่อไป ขณะที่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็สร้างงานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ใช้ในรถยนต์จะถูกทดแทนด้วยพลังงานไฟฟ้า สถานีบริการน้ำมันจะเปลี่ยนเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้า ผู้คนสามารถทำทุกอย่างได้ผ่านสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ ช็อปปิ้ง ทำธุรกรรมการเงิน เรียกใช้บริการต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสถานที่ หรือยืนรอคิวให้เสียเวลา

เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉม สังคม ผู้คน และการใช้ชีวิตให้เป็นแบบที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หลายวันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ท่านได้เป็นผู้คิดนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานในหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดงบประมาณรายจ่าย

ท่านว่าปัญหาประการเดียวที่เกิดขึ้นในการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน ไม่ใช่เรื่องการพัฒนาคนให้มีความรู้ในการใช้งานเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องการจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้งาน แต่เป็นเรื่องของการที่คน “ไม่ยอมรับ” เทคโนโลยีเหล่านั้น

ผู้บริหารท่านนี้อธิบายว่า เมื่อเจอกับเทคโนโลยี คนจำนวนมากในหน่วยราชการของท่านมักปฏิเสธที่จะไม่เรียนรู้หรือทำความเข้าใจตั้งแต่แรก เพราะคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องยาก เป็นของใหม่ ใช้งานไม่เป็น และก็ปิดใจไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยยังคงทำงานด้วยระบบงานแบบเดิมๆ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำเข้ามาติดตั้งให้เกิดประโยชน์

ผมถามว่า ท่านได้แก้ไขปัญหานี้อย่างไร? ท่านว่า “สุดท้ายผมก็ต้องทุบโต๊ะเอา” คือประกาศเลยว่าจะเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องเรียนรู้ ทุกคนต้องใช้งาน เป็นนโยบายที่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิด

ผมคิดว่าเรื่ององค์กรกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ส่วนสำคัญที่สุดอยู่ที่ส่วนหัว หรือผู้นำขององค์กร หากหัวทุบโต๊ะว่าจะเปลี่ยน องคาพยพต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามมา จะช้าบ้างเร็วบ้างก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรนั้นๆ แต่หากส่วนหัวไม่ริเริ่มเปลี่ยนแปลง ก็ยากที่ส่วนหางจะขยับ

พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทำให้นึกถึงนิทานเรื่อง “ถ้ำ” (The Cave) ของ เพลโต (Plato) นักปรัชญากรีกผู้ยิ่งใหญ่ของโลก นิทานเรื่องนี้สะท้อนเรื่องความเปลี่ยนแปลงกับความเชื่อเดิมๆ ของผู้คนไว้อย่างน่าสนใจ

นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า คนหลายคนถูกขังอยู่ภายในถ้ำมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาถูกบังคับให้นั่งหันหน้าเข้าหาผนังถ้ำด้านในสุด ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับปากถ้ำ โดยไม่สามารถหันไปมองรอบตัวได้เพราะถูกเครื่องพันธนาการให้อยู่ในท่านั้นตลอดเวลา ใกล้กับปากถ้ำมีกองไฟลุกโชนอยู่แผ่แสงไปจับบนผนังถ้ำ หลังกองไฟมีผู้คนเดินผ่านไปมา เงาของผู้คนเหล่านั้นถูกแสงจากกองไฟฉายไปปรากฏอยู่บนผนังถ้ำ

นักโทษที่ถูกขังอยู่ในถ้ำมองเห็นเงาเหล่านั้นมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่เคยเห็นโลกภายนอกก็คิดว่าภาพเงาเหล่านั้นคือสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่เงา และเมื่อมีเสียงพูดคุยจากคนที่อยู่นอกถ้ำสะท้อนเข้ามา พวกนักโทษก็คิดว่าเสียงเหล่านั้นออกมาจากผนังถ้ำ

กระทั่งวันหนึ่ง นักโทษคนหนึ่งได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ เขาหันหลังแล้วเดินออกจากถ้ำไปสู่โลกภายนอก และได้พบว่า สิ่งที่เห็นในถ้ำล้วนเป็นแค่เงาที่ไม่ใช่ความจริง และโลกที่แท้จริงนั้นมีสิ่งต่างๆมากมายเกินกว่าภาพบนผนังถ้ำที่เขาได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รู้ว่าหลงเข้าใจผิดอยู่นาน นักโทษคนนี้จึงกลับไปที่ถ้ำอีกครั้งเพื่อหวังจะอธิบายให้เพื่อนเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นมาตลอดนั้น เป็นเพียงแค่เงาบนผนังถ้ำ และโลกที่อยู่ด้านหลังบรรดานักโทษในถ้ำมีสิ่งต่างๆ มากมายเพียงใด

ทว่าเมื่อนักโทษอธิบายให้เพื่อนที่อยู่ในถ้ำฟัง เพื่อนๆ กลับไม่เชื่อคำพูดของเขา พร้อมกับยืนยันว่าสิ่งที่ชาวถ้ำเห็นอยู่บนผนังถ้ำนั้นเป็นความจริง ซ้ำร้ายยังเห็นว่านักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวไปได้เสียสติไปแล้ว และท้ายที่สุดชาวถ้ำก็ฆ่านักโทษผู้นั้นเสีย

ข้อเสียประการหนึ่งของการอยู่กับสิ่งที่คุ้นชินเป็นประจำ คือ เรามักจำกัดตัวเองให้อยู่ในโซนที่เราคิดว่า สบายและปลอดภัยสำหรับตัวเรา หรือ Comfort Zone และเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามา สุดท้ายทำให้เราปรับตัวไม่ทันและกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อโลก เมื่อสังคม ผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าช้าหรือเร็ว เราก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง เพราะสังคม ผู้คน และโลก ต่างก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นการชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีติดตัวไว้

อย่างน้อยก็ทำให้เรากล้าเดินออกไปหาสิ่งใหม่ๆ นอกถ้ำ แทนที่จะเอาแต่นั่งหมกตัวมองแต่ภาพเงาบนผนัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท