
ชีวิตถูกลิขิตเพื่อชาติ
คงมีไม่กี่คนที่จะมีชีวิตเหมือนถูกกำหนดมาให้ทำเพื่อชาติ ชีวิตของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เหมือนจะถูกขีดมาให้ทำเพื่อสิ่งนี้
คงมีไม่กี่คนที่จะมีชีวิตเหมือนถูกกำหนดมาให้ทำเพื่อชาติ ชีวิตของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เหมือนจะถูกขีดมาให้ทำเพื่อสิ่งนี้
กว่าจะเป็นดาวน้อยเหมือนในวันนี้ ย้อนไปช่วงวัยรุ่นเธอคือนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย และเล่นให้กับทีมชาตินานถึง 16 ปี จากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นโค้ชทีมชาติหญิงอีก 15 ปี รวมเวลาที่รับใช้ชาติในวงการบาสเกตบอลนานกว่า 30 ปี มีส่วนร่วมกับกีฬาซีเกมส์ 7 สมัย ได้แชมป์ในฐานะผู้เล่นหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาได้แชมป์ในฐานะโค้ชอีก 4 สมัย ทำให้ในวงการกีฬาไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “โค้ชดาวน้อย”
ชีวิตช่วงที่เป็นนักกีฬาและโค้ชนี้ทำให้ดาวน้อยได้เรียนรู้เรื่องการเล่นเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีสปิริต การเป็นนักสู้ และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่เสื้อติดธงชาติไทยลงสนามแข่ง เหมือนได้รับใช้ชาติอีกรูปแบบหนึ่งด้วย
ระหว่างที่เล่นกีฬาเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักของดาวน้อยเป็นสาวแบงก์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารนครหลวงไทย ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร รับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล
ดาวน้อยทำงานธนาคารอยู่ถึง 19 ปี งานสุดท้ายที่ได้ทำคือด้านตลาดทุน จึงได้ตัดสินใจลาออกในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มมาทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่องของกล้องวงจรปิด รวมทั้งทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ อีกหลายแห่ง
“ช่วงที่อยู่ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต เพราะได้มีโอกาสทำงานใหญ่ๆ และโชคดีที่ผู้บริหารเมตตามอบหมายให้ทำงานสำคัญหลายเรื่อง เช่น การได้รับเชิญจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปให้คำปรึกษากับเอสเอ็มอีในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงงานเป็นร้อยแห่ง” ดาวน้อย กล่าว
งานนี้ทำให้ได้เจอประสบการณ์มาทุกรูปแบบ จนมาสรุปได้ว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดขององค์กร ไม่ว่าภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐ คือเรื่องของคน และจากประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาได้นำเอามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเริ่มจากการใช้ความเข้าใจเรื่องของบริบทการทำงานขององค์กร และคนในองค์กรนั้นก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของคนให้มาร่วมมือกันนำองค์กรไปสู่จุดหมาย อีกเทคนิคที่ใช้คือการตั้งทีมยังบลัด พนักงานคนรุ่นใหม่ถูกดึงมาอยู่ในทีมนี้ถึง 200 คน โดยให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไปดูเรื่องที่เรามองไม่เห็น ทำให้การแก้ปัญหาเข้าถึงคนทุกกลุ่มในองค์กร
ถึงจะทำงานตลอดเวลา แต่ดาวน้อยก็จะใช้เวลาว่างในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทุ่มเวลาไปที่เรื่องของธรรมะ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล และเป็นกรรมการมูลนิธิ ช่วยเรื่องสถาบันอบรมสมาธิ ที่เปิดเรียนสมาธิให้ประชาชนทั่วไปอีก 20 สาขา
“ช่วงที่พอมีเวลาก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนการทำสมาธิแก่ผู้ที่สนใจด้วย แต่ช่วงหลังไม่มีเวลามากนัก ก็ต้องปรับมาดูเรื่องการบริหารจัดการงานในมูลนิธิมากกว่า” ดาวน้อย กล่าว
ดาวน้อย เล่าว่า ครั้งแรกที่มีคนมาทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เขาให้เหตุผลว่า ขอให้เข้ามาช่วยชาติหน่อย เพราะหน่วยงานนี้เงินมันเยอะ มีการแสวงหาผลประโยชน์เยอะ ก็คิดหนัก เพราะเป็นงานที่ขัดกับความรู้สึก เนื่องจากยาสูบจัดเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง จึงไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านก็เมตตา บอกว่าทำไปเถอะ ไม่บาปหรอก เพราะสิ่งที่ทำมันเป็นหน้าที่ เมื่อคนเราทำตามหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและก็ไม่บาป ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น
“สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิคือ สติ ที่ต้องให้เราไม่หลงในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้หมดว่าอะไรผิด อะไรไม่ถูกต้อง แต่เมื่อเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เราก็จะหลงใหลไปกับกิเลส ในเมื่อเรามีสติกำกับ เราจะยืนหยัดและมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว
คนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและใช้ชีวิตของเธอคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ดาวน้อยเล่าว่า ที่ประทับใจท่านมากมีเหตุมาจากตอนที่ทำงานสมัยแรกๆ ได้มีโอกาสฟังการบรรยายของท่าน และรู้สึกซาบซึ้งเรื่องการทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จากนั้นจึงได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และเชื่อว่าถ้าคนไทยเดินตามแนวคิดของท่าน ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้
วันนี้กับการทำงานเพื่อชาติของดาวน้อย ถือว่าเป็นอีกบทพิสูจน์ การทำงานของหญิงแกร่งคนนี้จะทำให้องค์กรแห่งนี้ดีขึ้นตามที่เธอตั้งความหวังไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป การขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของรัฐวิสาหกิจอันดับต้นๆ ของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าต้องใช้ความรู้ ความอดทนทุกอย่างที่มีเอามาจัดการกับปัญหาตรงหน้า
สติปัญญา ความตั้งใจ ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบเท่านั้นที่จะทำให้งานลุล่วงดังที่ตั้งใจ







