posttoday
ทีโอที-กสทฯ ต้องเปลี่ยน

ทีโอที-กสทฯ ต้องเปลี่ยน

31 กรกฎาคม 2559

คงไม่ได้มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

คงไม่ได้มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เท่านั้น ที่รู้สึกหงุดหงิดกับการทำงานของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คือ บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ถึงกับพูดบนเวทีปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายการเตรียมความพร้อมของบุคลากรภาครัฐเพื่อรองรับการก้าวไปสู่ Digital Thailand” เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่า หากรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งไม่ปรับตัวคงจะเจ๊ง และรัฐบาลจะไม่เข้าไปช่วยเหลืออีกแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ ยังสำทับฝากพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะหมายตรงไปยังสหภาพรัฐวิสาหกิจทีโอที และสหภาพรัฐวิสาหกิจ กสทฯ ว่า “อย่ามาประท้วง ประท้วงมีเรื่องกับผมแน่ หัวหน้านั่นล่ะตัวดี ไม่ได้ขู่ แต่ผมเอาจริง ไม่อย่างนั้นเดินไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ รัฐวิสาหกิจจะล้มละลายอยู่แล้ว”

ก่อนหน้านี้ คนร. เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ทั้งบริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ แยกหน่วยธุรกิจในองค์กรที่มีธุรกิจเหมือนกันออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทลูกใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ (NBN CO) บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ (NGN CO) และบริษัทศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (IDC CO) เพื่อให้ธุรกิจที่จะสร้างรายได้ให้กับบริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ ที่จะไม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเป็นเสือนอนกินภายใต้ระบบสัมปทานมือถือเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่สหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งกลับก่อหวอดโจมตีว่าเป็นนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งบริษัทใหม่ทั้ง 3 แห่ง พร้อมทั้งจะรวบรวมรายชื่อพนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้เสนอนายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที

ทว่า หากพิจารณากันด้วยเหตุด้วยผลแล้ว จะพบว่าการปรับโครงสร้างบริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ จะส่งผลดีต่อรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งมากกว่าโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะด้วยโครงสร้างและระเบียบปฏิบัติของบริษัทใหม่ทั้ง 3 แห่ง ที่แยกตัวออกมาจากบริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ อย่างชัดเจน จะทำให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น มีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่จะทำให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันกับเอกชนได้ และยังนำทรัพยากรที่รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งมีอยู่เดิมมาใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการลงทุนซ้ำซ้อน

ขณะเดียวกัน การรับสมัครบุคลากรและผู้บริหารในบริษัทลูกทั้ง 3 แห่งยังเปิดให้พนักงานบริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ เข้ามาทำงานได้ เพียงแต่พนักงานที่จะเข้ามาทำงานในบริษัทดังกล่าวจะต้องมีความตั้งใจจะแข่งขันแบบเอกชน โดยจะมีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพทำหน้าที่บริหารบริษัทใหม่ทั้ง 3 แห่งให้แข่งขันกับเอกชนได้ และมีกำไร ถึงขั้นที่ผู้บริหารบริษัท กสทฯ กล้าประกาศว่า “อย่างน้อยที่สุดโครงสร้างใหม่ก็ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าเดิม และเมื่อแข่งขันได้ก็จะนำผลกำไรที่ได้กลับมาเลี้ยงดูบริษัทแม่”

วันนี้จึงถึงเวลาที่บริษัท ทีโอที บริษัท กสทฯ ตลอดจนสหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งต้องปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปวันๆ แบบเดิม เพราะในขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแข่งขันกันรุนแรงภายใต้ระบบตลาดเสรี แต่ทั้งสองบริษัทยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งใดในตลาด เพราะคุ้นชินกับการรอรับเงินสัมปทานปีละ 4-5 หมื่นล้านบาทมายาวนานหลายสิบปี

อีกทั้งวันนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว เช่น การแยกบริษัท ไปรษณีย์ไทย หรือ ปณท. ออกจาก กสทฯ เมื่อปี 2546 ในภาวะที่ตลาดการส่งจดหมายและไปรษณีย์แทบจะมองไม่เห็นอนาคตอยู่แล้ว แต่ที่สุดแล้ว บริษัท ไปรษณีย์ไทย ปรับทิศทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ จนสามารถสร้างกำไร ไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และคนไปรษณีย์ไทยยังคงทำงานด้วยความภาคภูมิอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ