
ม.44 กับเงินกู้นอกระบบ ของคน (อาจ) คิดการใหญ่
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
กระทรวงการคลังประกาศว่าอาจเสนอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เรื่องการจัดการเงินกู้นอกระบบทั้งประเทศ โดยการสร้าง พิโก้ ไฟแนนซ์ ต่อจากเดิม นาโนไฟแนนซ์ เมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมียอดปล่อยสินเชื่อทั้งประเทศประมาณ 100 ล้านบาท และมีลูกหนี้ 5,000 ราย ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยกระทรวงอ้าง 2 ประเด็น คือ เรื่องการเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้องของบริษัทปล่อยเงินกู้ และการที่ต้องการควบคุมอัตราดอกเบี้ยไม่ให้เกิน 36% ต่อปี
นาโนไฟแนนซ์ จากข้อมูลของกระทรวง พบว่ามีทั้งหมด 21 ราย โดยเป็นบริษัทลูกของธนาคารหรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ที่ควรเล่นในตลาดเงินกู้นอกระบบต่างจังหวัดกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงทำได้ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย จึงมีแนวคิดเรื่องที่เล็กไปกว่านาโนไฟแนนซ์ นั่นคือ พิโก้ ไฟแนนซ์ ให้ผู้ปล่อยเงินกู้ที่ไม่ได้มีทุนใหญ่หนุนได้มีโอกาสเล่นในตลาดบ้าง ฟังดูก็เหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ทำไมต้องไปร้องขอมาตรา 44 จากหัวหน้า คสช.? “คสช.” คือ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ต้องมาบริหารเศรษฐกิจลึกถึงเงิน 5 หมื่นบาท เอาขนาดนั้นเลยหรือ?
เรื่องเล็กๆ แบบพิโก้ แต่ต้องขอมาตรา 44 มาใช้ ดูแล้วคนเสนออาจไม่คิดเล็ก สงสัย ขอแบ่งเป็นประเด็นดังนี้
1.หนี้นอกระบบกับเรื่องการเก็บภาษี เห็นด้วยว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าธุรกิจรูปแบบใดก็ตามควรเข้าระบบภาษีที่ถูกต้องให้หมด เป็นธรรมและมีกฎหมายรองรับทุกกระบวนการ ตั้งแต่นิรโทษกรรมภาษี การลดภาษีนิติบุคคลของกิจการทั้งหมดในประเทศเหลือ 20% เท่ากับบริษัทมหาชน ที่สำคัญคือมองสองฝั่ง โปร่งใสทั้งสองฝ่ายผู้จัดเก็บและผู้ประกอบการ
2.หนี้นอกระบบกับอัตราดอกเบี้ย การควบคุมอัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ไม่ให้เกิน 36% ไม่ต้องไปพึ่งนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งสร้างปัญหานั้น สำหรับประเด็นนี้ตอบได้เลยว่า เมื่อนาโนไฟแนนซ์ซึ่งมีทุนจดทะเบียนสูงยังทำไม่ได้ พิโก้ ไฟแนนซ์ ที่ลดวงเงินมาเหลือ 5 หมื่นบาท โดยให้มีทุนจดทะเบียนลดลงเหลือเพียง 5 ล้านบาท จะยิ่งไม่สำเร็จ เพราะทั้งหมดที่ทำนั้นขัดกับพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ต้องการใช้เงิน
ทั้งนี้ ขอแบ่งพฤติกรรมนี้เป็น 2 ลักษณะ นั่นคือ ความต้องการใช้เงินเป็นช่วงซ้ำๆ แต่ไม่ฉุกเฉิน เช่น เปิดภาคการศึกษา ฤดูการทำนา ทำไร่ และบางช่วงเวลาของการทำธุรกิจ พฤติกรรมคนเหล่านี้คือจะ
ไม่ยอมให้ตนเองเสียเครดิตเด็ดขาด เนื่องจากเป็นแหล่งเงินสำคัญที่ธนาคารไม่ปล่อยให้ นั่นคือที่มาของการผุดขึ้นของเงินกู้นอกระบบเต็มประเทศ และเนื่องจากการอยู่ในชุมชนตนเองใช้เงินซ้ำแบบเดิมทุกปีต่อเนื่อง
เงินกู้นอกระบบสำหรับกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีเหล่านี้ จะมีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ (Competitive Market) ไม่แน่ว่าดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบประเภทนี้อาจจะต่ำกว่า 36% ต่อปีก็ได้ และระบบการทวงหนี้ต้องทำด้วยความประนีประนอมมาก ลูกหนี้ไม่อยากเสียแหล่งเงินสุดท้าย เจ้าหนี้ไม่อยากเสียลูกหนี้ ทั้งหมดเกิดจากชุมชน ทั้งต้องแข่ง ต้องอยู่ด้วยกัน ลูกหนี้กลุ่มนี้ไม่เรียกลูกหนี้ฉุกเฉิน และแม้จะฉุกเฉินแต่ด้วยเครดิตที่สะสมมา ผู้ปล่อยกู้ก็จะปล่อยอย่างรวดเร็ว พิโก้ ไฟแนนซ์จะล้มเหลวเหมือนนาโน ไฟแนนซ์ในกลุ่มนี้
สำหรับลูกหนี้ประเภทที่ 2 นั่นคือลูกหนี้เงินร้อน เช่น การเล่นพนัน หวย ลูกหนี้เหล่านี้จะมีพฤติกรรมฉุกเฉินตลอดเวลา และเวียนกู้ไปทั้งชุมชน สุดท้ายจะไม่มีใครปล่อยกู้ และลูกหนี้เหล่านี้จะไปหาเจ้าหนี้อีกประเภท ซึ่งเชื่อว่านั่นคือต้นตอของปัญหาที่กระทรวงการคลังมองว่าคิดดอกเบี้ยสูงถึง 60% ต่อปี พิโก้และนาโน ไฟแนนซ์ น่าจะช่วยได้ดี แต่เสี่ยงเรื่องมีความรุนแรง หนี้เสีย ในมุมผู้เขียน เงินกู้นอกระบบที่ทำโดยคนในชุมชนที่อาจจะไร้รูปแบบกับลูกหนี้ประเภทที่ 1 และปล่อยโดยตัวเจ้าของเงินเองนี่ล่ะ คือการผ่อนคลายสภาวะเงินตึงมืออย่างดีที่สุด ไม่เป็นภาระงบประมาณรัฐ และต้องทำให้คนเหล่านี้เกิดขึ้นมาก ให้แข่งขันกันสมบูรณ์ที่สุด หาขบวนการเก็บภาษีโดยให้เขาแข่งขันต่อได้ ในรูปแบบของเขา ไม่ใช่ขู่บังคับ ไม่จับสองเรื่องนี้ผูกกัน ทำพิโก้ ไฟแนนซ์ ทำไปเถอะ
3.การใช้มาตรา 44 ผู้รับผิดชอบเป็นหัวหน้า คสช. ไม่ควรใช้ในเรื่องเศรษฐกิจ เห็นด้วยหากใช้ในเรื่องความมั่นคงบางช่วง ซึ่งทำได้ดีอยู่แล้ว หากผู้เสนอนโยบายมั่นใจว่า ฟิโก้ ไฟแนนซ์ จะเป็นทางออกของปัญหาจริง ไม่ควรขอมาตรา 44 ใช้ช่องทางปกติและรับผิดชอบเอง ไม่ใช่ให้หัวหน้า คสช.รับผิดชอบ และเรื่องนี้ไม่ได้มีการแก้ครั้งแรก การขึ้นทะเบียนคนจน การใช้สรรพากรไล่ตรวจสอบอย่างรุนแรงเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคหนึ่ง ด้วยเหตุผลเดียวกัน สุดท้ายล้มเหลว พร้อมกับมีคำครหาตามมา ผู้เข้ามาร่วมเล่นครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพอะไรบางอย่างซ้ำ นโยบายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อเสียนั้นหากมีคนต้องการไม่ให้เกิดการแข่งขันรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า Oligopoly คล้ายๆ Monopoly แต่ไม่ใช่คนเดียวทำ รวมกันควบคุมตลาดได้ผ่านนโยบายบางอย่างแบบไม่ตั้งใจหรือจะตั้งใจก็ตาม จนเกิดการเข้าสู่ระบบที่ตลาดไม่ทำงาน (Market Failure) เพราะขัดพฤติกรรมผู้บริโภคและวัฒนธรรมการเงินในชุมชน เป็นอันตรายที่ควรเลี่ยง การผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ และลดดอกเบี้ยเงินกู้ ขยายเวลาการผ่อนชำระ เพื่อลดภาระเป็นทางเลือกที่ชัดและง่ายกว่าในช่วงฝืดเคืองนี้
เรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูงต่อหัวหน้า คสช. เชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของท่าน เอาเข้าระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้มีการแอบแฝงเรื่องอื่นโดยอาศัยมือของท่าน ใครอยากทำปล่อยเขาทำไป เรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งนั้นล่ะ
“ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่ที่เขาไม่ดี เพราะขาดโอกาสและทางเลือก” จาก www.maefahluang.org (มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง)







