posttoday
เศรษฐกิจเริ่มฟื้น แต่หนี้เสียยังไม่ฟุบ

เศรษฐกิจเริ่มฟื้น แต่หนี้เสียยังไม่ฟุบ

29 กรกฎาคม 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มดูดีขึ้นในด้านตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจสำคัญต่างๆ แต่การขยับเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นแต่ละครั้งเป็นไปอย่างช้า การนำตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบันไปเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดูเหมือนสภาพเศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้น แต่หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนที่หน่วยงานผู้เก็บตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจประกาศออกมา จะเห็นว่าตัวเลขรายเดือนขยับดีขึ้นเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนอาจจะไม่ทำให้เห็นผลดีทางความรู้สึกของประชาชนเท่าไหร่นัก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่ง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้น (Macro Economic) ได้ต้องเกิดมาจากการที่เศรษฐกิจระดับครัวเรือน (Micro Economic) ดีขึ้นก่อน จึงจะดันให้ภาพรวมดีขึ้นได้

รมว.คลัง ระบุว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ ไม่อาจใช้ความรู้สึกมาวัด แต่จะต้องนำเอาตัวเลขเศรษฐกิจที่แท้จริงมาพิจารณาดูว่าส่วนไหนที่ดีขึ้น ส่วนไหนที่ยังต้องแก้ไข ซึ่งส่วนของการบริโภคและการลงทุนที่ยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลก็ยังจะต้องหามาตรการแก้ไขหรือกระตุ้นต่อไป

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่จำนวนหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ยังไม่กันสำรอง (Gross NPLs) ของระบบสถาบันการเงิน ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ว่า ทั้งระบบมี Gross NPLs จำนวน 3.74 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.72% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.63 หมื่นล้านบาท หรือ 4.54% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.58 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.64%

สำหรับเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นนี้ แบ่งเป็นเอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้กันสำรองหนี้ของธนาคารพาณิชย์ 3.69 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.88% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.64 หมื่นล้านบาท หรือ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มี 3.53 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.78%

และเป็นเอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้สำรองหนี้ของสาขาธนาคารต่างประเทศ 4,426 ล้านบาท คิดเป็น 0.47% ของสินเชื่อรวม ลดลง 91 ล้านบาท หรือ 2.01% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 4,517 ล้านบาท คิดเป็น 0.52% ของสินเชื่อรวม สำหรับเอ็นพีแอลของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ น่าจะมีประมาณ 659 ล้านบาทเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิที่หักกันสำรองแล้ว (Net NPLs) ของทั้งระบบสถาบันการเงินในไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่ 1.75 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.29% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 9,333 ล้านบาท หรือ 5.63% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.66 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.24% ของสินเชื่อรวม มีรายละเอียดแบ่งเป็นเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ 1.74 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.38% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 9,386 ล้านบาท หรือ 5.70% และเป็น Net NPLs ของสาขาธนาคารต่างประเทศ 872 ล้านบาท คิดเป็น 0.09% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 24 ล้านบาท หรือ 2.83%

จำนวนเอ็นพีแอลที่ยังเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดกับการให้สินเชื่อ ทำให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกเฉลี่ยไม่เกิน 4% ซึ่ง อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังการปล่อยสินเชื่อยังจะไม่ขยายตัวมาก เพราะหากตั้งเป้าหมายสินเชื่อให้มีอัตราการเติบโตสูง เมื่อปัญหาจะต้องตั้งสำรองหนี้มาก โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสินเชื่อมีอัตราการเติบโต 1.3%  ซึ่งมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าตลาดที่อยู่ที่ 2% และรักษาระดับการตั้งสำรองหนี้อยู่ที่ 130-140%

ด้านธนาคารขนาดเล็กอย่างธนาคารเกียรตินาคิน อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า เอ็นพีแอลในครึ่งปีแรกที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% จาก 5.8% เมื่อสิ้นปี เป็นผลจากสินเชื่อด้อยคุณภาพในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 26.4% จาก 19.7% เมื่อสิ้นปี 2558

ธนาคารตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลรวมลงประมาณ 1% เหลือ 5.1% ภายในสิ้นปี ซึ่งจะลดลงจากเอ็นพีแอลกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จากการที่ธนาคารเข้าช่วยแก้ปัญหาร่วมกับลูกค้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและทิศทางอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวช้า เนื่องจากมีสต๊อกบ้านคงค้างอยู่มาก ปัจจุบันยอดคงค้างสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท

อภินันท์ ยืนยันว่า เอ็นพีแอลที่อยู่ระดับสูงดังกล่าว มาจากการจัดชั้นในเชิงคุณภาพในส่วนของธนาคารเอง เพื่อให้มีการตั้งสำรองที่รัดกุมหลังจากเห็นลูกค้าที่เริ่มมีสัญญาณอ่อนแอ เช่น การปิดโครงการล่าช้ากว่าแผน ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านแนวราบ แม้ลูกค้ายังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ และยังเป็นหนี้ปกติในข้อมูลเครดิตบูโร

ตัวเลขเอ็นพีแอลที่ยังไม่หยุดขยายตัวนั้น เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อที่ขยายตัวต่ำ ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมขยับขึ้น แต่ที่ ธปท.และคลังไม่ห่วง เป็นเพราะระบบธนาคารพาณิชย์มีการสำรองหนี้รวมเฉลี่ย 150-160% ถือเป็นอัตราที่สูงมาก หากเอ็นพีแอลหยุดเพิ่มเงินสำรองเหล่านี้อาจจะกลับมาเป็นรายได้

ทั้งนี้ ธรรมชาติการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียนั้น ถึงเศรษฐกิจจะมีทิศทางที่นิ่งขึ้น ทยอยฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว แต่ตัวเลขเอ็นพีแอลยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าธุรกิจจะปรับตัวได้จนทำให้เอ็นพีแอลลดลงหรือมีสัญญาณที่ดีขึ้น เพราะตัวเลขเอ็นพีแอลมักจะเป็นดัชนีที่ตามหลังเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

“สัดส่วนเอ็นพีแอลไม่ได้น่าห่วง เรามองไว้ว่าระดับเอ็นพีแอลในปลายปีน่าจะอยู่ที่ 3% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสมาคมธนาคารไทย ซึ่งในสมาคมจะมีชมรมนักวิเคราะห์ของแต่ละแบงก์มาคุยกัน ก็มองไว้ที่ประมาณ 2.94% แสดงว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลจากนี้ไปหรือในครึ่งปีหลังยังจะเพิ่มขึ้นได้อีก ซึ่งหากดูคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่ส่วนใหญ่มองกันว่าเศรษฐกิจปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ ก็น่าจะส่งผลให้สินเชื่อในภาพรวมหรือการปล่อยกู้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อสินเชื่อเพิ่มขึ้นสัดส่วนของเอ็นพีแอลก็น่าจะลดลงได้ โดยในสิ้นปี 2560 สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจะลดลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสัดส่วนในสิ้นปีนี้ได้” เชาว์ กล่าว

มุมมองต่อหนี้เสียของประเทศนั้น รมว.คลัง ก็คิดไม่แตกต่างกับเอกชน เขายืนยันว่าหนี้เสียกับเศรษฐกิจนั้นจะมีช่วงเวลาที่เหลื่อมกัน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเป็นขาลง เอ็นพีแอลจะไม่เพิ่มในทันที จะใช้เวลา 6-9 เดือน ที่จะเพิ่มสวนทางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเมื่อเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว หนี้เสียก็จะใช้เวลาเท่าๆ กันที่จะขยับลดลง

ฉะนั้น ตัวเลขเอ็นพีแอลอาจจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมส่วนหนึ่ง แต่ก็จะสะท้อนการบริหารหนี้ของธนาคารแต่ละแห่งด้วย หากหนี้เพิ่มแต่ตัวเลขการสำรองหนี้สูงกว่า ยังนับว่าไม่เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท