
FinTech ที่ ธปท.อยากเห็น (2)
โดย...วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
สำหรับ Startups ที่ประสงค์จะเสนอบริการและขยายธุรกิจให้มีขนาดโตขึ้น จะมีช่องทางในการสื่อสารกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแล เพื่อหารือและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องถูกกำกับดูแลอย่างรอบคอบเมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น
ธปท.สามารถเรียนรู้ เข้าใจ Business Model ของ Startups และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลหรือนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมต่อไป หลักการของ Sandbox Regulatory Sandbox เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่หรือรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเสนอบริการให้แก่ผู้ใช้บริการในวงจำกัด ซึ่งช่วงเวลาการทดลอง หรือจำนวนผู้ใช้บริการ หรือวงเงิน อาจปรับเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของประเภทธุรกรรม/ผลิตภัณฑ์
ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างศึกษากลไกการจัดตั้ง Sandbox และการพิจารณาผ่อนผันหลักเกณฑ์บางประการให้ผู้ประกอบการ ทั้ง สง. และ Startups ที่ลงทะเบียนใน Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ FinTechStartups เข้ามาหารือสำหรับการให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ ในส่วนของการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินนั้น ธปท.จะออกกฎเกณฑ์หรือเสนอกฎเกณฑ์เพิ่มเติมได้ เมื่อเห็นว่าผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีคนเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น จนอาจจะเกิดปัญหาเชิงระบบ
สิ่งที่ ธปท.กำลังทำที่จะเอื้อต่อ FinTech ใหม่ๆ มากขึ้น
ปัจจุบันปัญหาและอุปสรรคของการให้บริการของ FinTech คือ (1) ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และไม่รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์โดยสมบูรณ์
(2) การกำกับดูแลของทางการที่ซ้ำซ้อนและเป็นภาระต่อภาคธุรกิจ และความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ให้บริการและทางการ
(3) การขาดความเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการด้วยกันเองที่จะเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ (Ecosystem)
(4) ผู้ใช้บริการขาดความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์กล่าวคือ ประชาชนต้องพร้อมใช้
ทั้งนี้ เพื่อสร้าง Ecosystem สำหรับ FinTech ลดภาระและ Barriers ด้าน Regulatio กำหนดพื้นที่และระยะเวลาการทดลอง FinTech เพื่อจำกัดความเสียหาย เพื่อให้ผู้กำกับดูแลได้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ธปท.จึงให้ความสำคัญกับการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ส่งเสริมบทบาทของผู้ให้บริการกลุ่มต่างๆ โดยมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการแข่งขันและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งให้ความคุ้มครองผู้ใช้บริการและสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการใช้บริการให้มากขึ้นโดยมีมาตรการสำคัญ คือ
1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการผลักดันการออก พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน หรือ Payment Systems Act (คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติระบบการชำระเงินแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา) ซึ่งจะทำให้มาตรฐานการกำกับดูแลระบบการชำระเงินมีมาตรฐานสูง ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการชำระเงิน และรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องไว้อยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับเดียว
ผลักดัน e-KYC เพราะเป็นเรื่องสำคัญของบริการการเงินร่วมกับ ปปง. (ธปท.ออกประกาศแนวทางสนับสนุน e-KYC สำหรับ สง. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลงในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะสามารถเผยแพร่ได้ในเดือน ก.ค. 2559)
การกำหนดให้มีมาตรฐานกลาง เช่น QR Code (คาดว่าจะเสร็จไตรมาส 4 ปี 2559) ธปท.จะผลักดันให้มีโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ทันสมัยและเอื้อต่อการพัฒนาบริการผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกันได้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ และนันแบงก์ เช่น ผู้ให้บริการ e-Money 3 ราย (True Money, Mpay, Paysbuy) ให้บริการโอนเงินข้ามเครือข่ายแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ส่วนแผนการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ให้ครอบคลุมการโอนเงินผ่าน e-Wallet ID ของนันแบงก์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอด เสนอแก้กฎหมายให้ P2P มาร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร
2.เพิ่มบทบาทผู้ให้บริการทั้งธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ FinTech Startups โดยอนุญาตให้ สง.ลงทุนใน Venture Capital/PE Trust เพื่อสนับสนุนธุรกิจ FinTech (คาดว่าจะมีผลในไตรมาส 4 ปี 2559)
ส่งเสริมให้ ธพ./นันแบงก์ ออกบัตรโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยออก Local Rule ของบัตรเดบิต เพื่อกำหนดให้บัตรเดบิตทุกใบมีมาตรฐานชิปการ์ด ซึ่งผ่านการพิจารณาของ คธอ.แล้ว เมื่อ 24 มิ.ย. 2559
(3) ส่งเสริมการใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพิ่มขึ้น สนับสนุน National e-Payment โครงการพร้อมเพย์เป็นระบบ Faster Payment (เริ่มลงทะเบียนในเดือน ก.ค. 2559 และจะให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลได้ในเดือน ต.ค. 2559) โครงการขยายการใช้บัตร (คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนให้ผู้ให้บริการวางอุปกรณ์ ยื่นข้อเสนอวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในเดือน ก.ค. 2559 และเริ่มวางอุปกรณ์ในไตรมาส 4 ของปี) ทบทวนกลไกราคา e-Payment ซึ่งที่ผ่านมาได้มีข้อสรุปค่าธรรมเนียมในการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์แล้ว
5.สนับสนุน B2B ผ่านระบบพร้อมเพย์ และ e-Government Payment ซึ่งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่มีการรับเงินจากประชาชนติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เริ่มดำเนินการติดตั้งภายในเดือน ก.ย. 2559 และติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560 จะมีบริการต่อยอดได้อีกหลายอย่าง เช่น Request to pay, Escrow A/C Payment สำหรับ e-Commerce, e-Tax/e-Invoice, การออก Electronic Report ให้กับร้านค้า ที่สำคัญจะให้ FinTech ได้รับการยอมรับจะต้องส่งเสริม Financial Lit







