posttoday
ประเทศไทยปลอดภัย

ประเทศไทยปลอดภัย

29 กรกฎาคม 2559

สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ว่าในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวหรือวันทำงานปกติมาจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย สภาพแวดล้อมริมทางไม่ปลอดภัย และรวมถึงเมาแล้วขับ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุบนถนนเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ว่าในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวหรือวันทำงานปกติมาจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย สภาพแวดล้อมริมทางไม่ปลอดภัย และรวมถึงเมาแล้วขับ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุบนถนนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามถอดบทเรียนการดำเนินงาน และจัดทำข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางมาตรการเชิงป้องกันที่เข้มข้น และครอบคลุมทุกมิติ นำไปสู่การบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งยังมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจราจรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่สถิติและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนนยังไม่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษผู้ขับขี่ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคงเป็นสาเหตุต้นๆ การเกิดอุบัติเหตุ

ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ส่งผลให้ไทยยังติดอยู่กลุ่มประเทศที่มีถนนที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และติดอันดับ 3 ของโลกกรณีมีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ขณะที่องค์การอนามัยโลก ยังรายงานสถิติด้วยว่า ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอาเซียน โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมเดิมๆ

จึงอาจกล่าวได้ว่าทุกมาตรการที่นำมาใช้แก้ปัญหาไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการที่ไม่บูรณาการการทำงานจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน การมีกฎหมายหลายฉบับ และที่สำคัญยิ่งปัญหาวินัยการใช้รถใช้ถนนในบ้านเราแย่ลงทุกวัน ล้วนเป็นเหตุผลที่ประเทศเราไม่สามารถลดสถิติความสูญเสียบนถนนลงอย่างน่าพอใจ

ล่าสุดคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้หารือกับทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อพิจารณาปรับเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทั้งประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ในส่วนความคุ้มครองผู้ขับขี่รถยนต์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดให้เท่ากับกฎหมายจราจรห้ามมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ เนื่องจากในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ระบุเงื่อนไขรับผิดชอบผู้ขับขี่รถยนต์ที่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่า พ.ร.บ.จราจร จึงต้องการกำหนดให้เท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งของกฎหมายกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ ซึ่งในทางอ้อมหวังเพิ่มมาตรการกำราบการก่อเหตุเมาแล้วขับอีกทาง

แต่อย่างไรก็ดี ในแง่การออกกฎหมายใหม่มาบังคับใช้ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเดิมของผู้ประสบภัยซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ที่ต้องได้รับการชดเชยค่าเสียหาย รวมทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องไม่มุ่งเอื้อบริษัทประกันภัยให้ได้ประโยชน์เพิ่มเติม แต่ลดความรับผิดชอบต่อความสูญเสียน้อยลง

นอกจากการออกกฎหมายต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเสมอภาคแล้ว ยังต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน ไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความสูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น การออกกฎหมายมาใช้แก้ปัญหา นอกจากต้องมีความรอบด้านแล้ว ยังจะต้องเอื้อให้การแก้ปัญหาอุบัติเหตุนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการเป็นประเทศไทยปลอดภัยตามนโยบายของรัฐด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการเพิ่มปัญหาใหต้องตามแก้ในภายหลังอีกไม่สิ้นสุด

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด