
มาร์คไม่รับร่างรธน. ยันไม่ตอบโจทย์ประเทศ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โค้งสุดท้ายห้วงเวลาประชามติ การเคลื่อนไหวการเมืองเข้มข้นเข้าทุกขณะและในที่สุดพรรคใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็เปิดที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ย่านพระรามหก แถลงจุดยืนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ตอบโจทย์ประเทศไทย ด้วยเหตุผล 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ทิศทางการพัฒนาประเทศ 2.ความขัดแย้ง 3.การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
ซึ่งการแสดงจุดยืนวันนี้ อภิสิทธิ์ กล่าวย้ำชัดเจนว่าเป็นการแถลงในฐานะหัวหน้าพรรค บนพื้นฐานอุดมการณ์พรรค และการดำเนินการพรรคมาตั้งแต่ก่อตั้งปี 2489 จึงไม่ใช่ความชอบไม่ชอบส่วนตัว แต่เป็นการสานต่ออุดมการณ์ที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และได้แสวงหาคำตอบให้กับอนาคตประเทศไทย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า อุดมการณ์พรรคมีแนวคิดว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต้องมีการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชน ท้องถิ่นให้ประชาชนสามารถแก้ปัญหาตัวเองได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้จัดทำขึ้นไม่ได้เดินไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน แต่เป็นร่างที่ในหมวดสิทธิเสรีภาพและบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนให้หลักประกันกับประชาชนน้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้ตนมองว่าโอกาสที่รัฐธรรมนูญจะเป็นเครื่องมือในการทำให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้า
นอกจากนี้ เรื่องของความขัดแย้งทางสังคมที่ต้องแก้ด้วยกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยกับกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งและเสียงข้างมาก แต่ในร่างรัฐธรรมนูญมีการกำหนดบทบาทขององค์กรต่างๆ ให้ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม หลักง่ายๆ คือ ประชาชนจะกำหนดว่าใครบริหารประเทศ
แต่คนที่บริหารประเทศต้องไม่บริหารประเทศตามใจชอบหรือลุแก่อำนาจ ต้องถูกควบคุมโดยกลไกที่เหมาะสม ไม่ฝืนต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ปัญหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ หวังที่จะใช้กลไกแก้ไขความขัดแย้งจากสมาชิกวุฒิสภา 250 คน จากการคัดเลือกและแต่งตั้ง แต่นอกจากจะไม่แก้ความขัดแย้งแล้วยังสร้างคู่ขัดแย้งใหม่ทางการเมืองขึ้น ที่สำคัญคือกติกาที่ถูกวางในครั้งนี้ยังเป็นกติกาที่แก้ยากมาก เป็นการตีกรอบทำให้ความขัดแย้งในอนาคตไม่สามารถแก้ไขได้
ในส่วนกระบวนการทำประชามติในขณะนี้เป็นกระบวนการที่ผิดปกติ ไม่เป็นไปตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมาจนทำให้เกิดความตึงเครียด จะนำไปสู่ข้อโต้แย้ง ที่ไม่จบสิ้นว่าแต่ละฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและได้รับพื้นที่ในการแสดงออกหรือไม่ ทำให้ความชอบธรรมจากการทำประชามติไม่เกิดตามที่มีการคาดหวังไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าแทนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะแก้ขัดแย้งกลายเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในอนาคตที่ไม่แตกต่างจากอดีต
ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ และตนก็สนับสนุนหลายมาตรา แต่เรื่องการจัดกับปัญหานักการเมืองโกงมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจากเดิมจากที่พึ่งสองกลไกหลักคือ ป.ป.ช.กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติทำให้สององค์กรนี้อ่อนแอลง การตรวจสอบทำได้ไม่ยาก ส่วนกรณีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ก็ไม่มีกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ใดๆ และยังให้องค์คณะใหม่เป็นคนพิจารณาไม่ใช่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
“คาดว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านคนกลุ่มแรกที่จะได้ประโยชน์คือจำเลยคดีจำนำข้าวที่กำลังจะมีการตัดสินช่วงปลายปี เช่นเดียวกับกระบวนการถอดถอน เดิมตัดสิทธิห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต แต่ตามร่างรัฐธรรมนูญจะถูกตัดสิทธิเพียงห้าปี ผมสนับสนุนการปราบโกงแต่ที่ผมยกตัวอย่างมาคือร่างรัฐธรรมนูญทำให้กระบวนการปราบโกงอ่อนแอลง ไม่ใช่ทำให้มีความเข้มข้นขึ้น ดังนั้นโจทย์ทั้งสามข้อที่ใช้เป็นเกณฑ์จึงให้คำตอบว่า
ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้” อภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า การลงมติรับหรือไม่รับไม่ใช่เรื่องที่บอกชอบหรือไม่ชอบ เชียร์หรือไม่เชียร์ฝ่ายใดทางการเมือง เพราะจะไม่ยอมให้ใครนำเงื่อนไขว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านมาสร้างความวุ่นวายขัดแย้งในบ้านเมือง ตรงกันข้ามถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ขอสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ แล้วเลือกตั้ง เพราะ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบ จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะให้รัฐธรรมนูญที่ดีแก่สังคม
“มั่นใจว่าถ้าไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตระหนักว่าสาเหตุมีที่มาที่ไปอย่างไร และท่านคงไม่เขียนคนเดียว แต่ต้องฟังจุดอ่อนจุดแข็งจากสังคม โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการแก้ปัญหาประเทศ ดังนั้น ผมเสนอจุดเริ่มต้นว่าน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะเคยผ่านการทำประชามติมาแล้ว และรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่ตัวปัญหาเงื่อนไขที่ทำให้เกิดรัฐประหาร และบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพปี 2550 ชัดเจนที่สุด เราไม่ควรถอยหลังไปจากนี้”
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถปฏิรูปเรื่องสำคัญๆ ก่อนการเลือกตั้งได้โดยไม่โยนเรื่องการปฏิรูปไปสู่คณะกรรมการฯ
“ยืนยันว่าการกำหนดจุดยืนของผมเพื่อต้องการให้พรรค ปชป. เริ่มต้นก้าวแรกที่เป็นก้าวใหม่ในการเมืองใหม่ เราต้องพิจารณาตามหลักการ อุดม การณ์ และผลประโยชน์ส่วนรวมประเทศ โดยไม่สนใจว่า คสช.หรือ นปช.จะพูดอย่างไร ถ้าเรายังเอาการเมืองที่ว่า คนนี้เราชอบ พูดอย่างนี้เราต้องตาม ถ้าคนนี้ไม่ชอบพูดอย่างนี้ เราต้องค้านตลอดเวลา เราจะไม่มีวันก้าวผ่านวิกฤตได้เลย หลักเกณฑ์เช่นนั้นกำหนดอนาคตประเทศไม่ได้”
สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าตนเองแถลงอย่างนี้ เพราะสมคบคิดพรรคการเมือง คงไม่ใช่ เพราะอุดมการณ์ชัดเจนจะดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีวันไปสมคบคิดกับคนที่โกงชาติ หรือคิดจะโกงชาติในอนาคตโดยเด็ดขาด
“วันนี้จะไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน อยากให้ท่านไปพิจารณาสาระที่ผมพูดวันนี้ว่า จะทำให้ประเทศเดินหน้าได้หรือไม่ ถ้าใครเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้ไม่ถูกต้องเพราะข้อเท็จจริงที่เอามาอ้างนั้นไม่ใช่ ผมยินดีแลกเปลี่ยนเสมอ แต่วันนี้อย่าเอาเนื้อหาสาระที่พูด ดึงผมว่า ขัดแย้งหักกับใคร หรือสมคบใคร ผมแถลงด้วยจุดยืนที่จะเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต” หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว







