
สนช.เปิดเวทีถกคดีถอดถอน"ประชา"
“สนช.” เปิดเวทีถกคดีถอดถอน “ประชา” ป.ป.ช.ยำเละใช้อำนาจ “รมช.มหาดไทย” ก้าวก่ายบอร์ดองค์การตลาด ยับยั้งลงโทษผอ.องค์การตลาด ขณะที่ “อดีตรมช.มหาดไทย” โต้แหลกไม่ได้ล้วงลูก อ้างศาลชี้ทำได้
“สนช.” เปิดเวทีถกคดีถอดถอน “ประชา” ป.ป.ช.ยำเละใช้อำนาจ “รมช.มหาดไทย” ก้าวก่ายบอร์ดองค์การตลาด ยับยั้งลงโทษผอ.องค์การตลาด ขณะที่ “อดีตรมช.มหาดไทย” โต้แหลกไม่ได้ล้วงลูก อ้างศาลชี้ทำได้
วันที่ 28 ก.ค.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณาการแถลงเปิดสำนวนถอดถอนนายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้ตำแหน่งรมช.มหาดไทย แทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาดกระทรวงมหาดไทย ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.ส่ง เรื่องมาให้สนช.พิจารณา
ทั้งนี้น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นผู้แถลงเปิดสำนวนกล่าวหานายประชาว่า ในเดือนมิ.ย. 55 มีการร้องเรียนนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.องค์การตลาดในขณะนั้น ตามความผิดพ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 กรณีสมยอมราคา การปรับปรุงอาคารทรงไทย สำนักงานองค์การตลาด จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้องค์การตลาดเสียประโยชน์ ซึ่งองค์การตลาดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลสอบสวน นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมองค์การตลาด ในวันที่ 2 พ.ย. 55 เพื่อพิจารณาเลิกจ้างนายธีธัช แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 55 นายประชาได้โทรศัพท์ไปหารองประธานองค์การตลาด ในขณะนั้น เพื่อสั่งการให้ชะลอการประชุมองค์การตลาดในวันที่ 2 พ.ย.ออกไปก่อน ทำให้นายสำคัญ ธรรมรัต ประธานองค์การตลาดในขณะนั้น ต้องเลื่อนการประชุมออกไป แม้ต่อมานายสำคัญจะนัดประชุมองค์การตลาดเพื่อพิจารณาลงโทษนายธีธัชอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย. 55 แต่มีหนังสือลงนามจากนายประชาสั่งให้ชะลอการประชุมออกไปอีกจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
น.ส.สุภากล่าวว่า อย่างไรก็ตามในที่สุดองค์การตลาดได้นัดประชุมครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 พ.ย. 55และมีมติปลดนายธีธัชออกจากตำแหน่งผอ.องค์การตลาด ทำให้นายประชาโทรศัพท์ไปต่อว่า นายสำคัญที่นัดประชุม โดยฝ่าฝืนคำสั่งของนายประชา ขณะเดียวกันนายประชายังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คำสั่งเลิกจ้างนายธีธัชขององค์การตลาด เป็นการประชุมโดยมิชอบ ไม่มีผลผูกพัน จากนั้นนายประชามีคำสั่งปลดคณะกรรมการองค์การตลาด 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับการปลดนายธีธัช ซึ่งป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนายประชาเข้าข่ายการก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด แม้นายประชาจะเป็นรมช.มหาดไทย รับผิดชอบองค์การตลาด แต่ก็มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะเรื่องนโยบายเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการเลื่อนประชุม และการพิจารณาลงโทษ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการองค์การตลาดได้ ทั้งนี้นายประชาได้รับการแต่งตั้งเป็นรมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 55 แต่ระหว่างนั้นยังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแบ่งงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งนายประชาได้รับมอบหมายให้ดูแลงานองค์การตลาด เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 55 ดังนั้นการดำเนินการของนายประชาในช่วงก่อนวันที่ 12 พ.ย. และ หลังวันที่ 12 พ.ย.จึงเป็นการแทรกแซงองค์การตลาด เข้าข่ายถูกถอดถอน ตามความผิดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และมาตรา 64 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 จึงส่งเรื่องให้สนช.ดำเนินการถอดถอนต่อไป
ด้าน นายประชา แถลงคัดค้านว่า ตนขอคัดค้านทุกข้อกล่าวหา เพราะ การที่ป.ป.ช.ได้มีมติส่งเรื่องถอดถอนตน นั้น ตามข้อกฎหมายนั้น ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มีการยื่นคำร้องในการถอดถอนตนในกรณีดังกล่าวตั้งแต่แรก ประกอบกับคณะอนุกรรมการไต่สวน และกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อยได้ทักท้วงเรื่องนี้ แต่กรรมการป.ป.ช.ก็ไม่ได้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนเองก่อน แต่กลับส่งเรื่องให้สนช.พิจารณาถอดถอนตน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ตนใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายที่ประชุมอต.นั้น ทางป.ป.ช.ก็มีความเข้าใจคาดเคลื่อนในข้อกฎหมาย ทั้งเรื่องการเลิกจ้างผอ.อต.ที่จะต้องเสนอต่อผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งเรื่องนี้มีพยานและความเห็นทางกฎหมายจากหลายหน่วยงานทั้งในส่วนกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) รวมไปถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันด้วย ส่วนใช้การอำนาจสั่งการให้ชะลอการประชุมคณะกรรมการ อต.นั้น ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาก้าวก่ายแทรกแซง แต่ขอรอตนเข้าไปมอบนโยบายก่อน โดยได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง อต.อย่างเปิดเผยและเป็นทางการ เพราะ ตนเข้าใจโดยสุจริตว่า รมช.มหาไทยมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่า ความเป็นรมช.ของตนสามารถใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว และยังมีผลตามกฎหมายด้วย จึงทำให้มติของที่ประชุมอต.ที่สั่งให้เลิกจ้าง นายธีธัช ไม่มีผลและไม่ผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช.ก็ยอมรับอำนาจหน้าที่ของตน
นายประชา กล่าวว่า ดังนั้น การกระทำของตน จึงไม่อาจถือว่า เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงตามที่ถูกกล่าวหา และก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะเข้าไปช่วยหรือเอื้อประโยชน์กับนายธีธีชเพื่อไม่ให้ไปดำเนินการทางวินัย และอาญา อีกทั้ง กระบวนการให้การดำเนินคดีกับนายธีธัชก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกรรมการป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวตกไป ส่วนการดำเนินการทางวินัยก็สอบสวนจนเป็นที่ยุติว่า นายธีธัช ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้ ตนต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้ง และถอดถอนกรรมการอต.พ้นจากตำแหน่งก็เป็นอำนาจของ ครม. ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ก็ทำเป็นประจำในทุกรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ อต.มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง และรัฐบาลปัจจุบันก็เปลี่ยนแล้วถึง 2 ครั้ง โดยที่ตนมิได้มีเจตนาที่กลั่นแกล้งหรือทำความเสียหายให้แก่กรรมการคนใด ฉะนั้น ด้วยข้อจริงและข้อกฎหมายจึงข้อคัดค้าน โต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่ผิดไปจากหลักการทางกฎหมายและไม่เป็นความจริง ขณะเดียวกับ รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และตนก็ได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตั้งนานแล้วด้วย จึงขอให้ สนช.พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรม
จากนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม จำนวน 7 คน ก่อนได้กำหนดนัดประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการซักถามถามคู่กรณีในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป







