
Outsource‏-Contract แรงงานไทยที่น่าสงสาร
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนประเทศจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แรงงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และเป็นปัญหาที่อ่อนไหวต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย แค่เรื่องจะขึ้นค่าแรงกันสักครั้งก็สั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ เพราะเมื่อขึ้นค่าแรง ก็จะไปกระทบต้นทุนสินค้า กระทบต่อเงินเฟ้อ กระทบต่อค่าครองชีพ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และสุดท้ายก็จะกลับมากระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนประเทศจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แรงงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และเป็นปัญหาที่อ่อนไหวต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย แค่เรื่องจะขึ้นค่าแรงกันสักครั้งก็สั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ เพราะเมื่อขึ้นค่าแรง ก็จะไปกระทบต้นทุนสินค้า กระทบต่อเงินเฟ้อ กระทบต่อค่าครองชีพ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และสุดท้ายก็จะกลับมากระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ปัญหาแรงงานในภาคการผลิตก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลน และปัญหาคุณภาพของแรงงานที่กระทบไปถึงคุณภาพของสินค้าและบริการ ปัจจุบันเราต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในเกือบทุกภาคส่วน ตั้งแต่แรงงานในบ้านไปจนถึงแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แม้แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled Labor) แต่ก็มีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศไทย
เมื่อมีบทบาทมากข้อต่อรองย่อมมากขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอะไรที่เขาจะต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิให้กับคนของเขา ถ้ามันไม่ได้เกินเลยมากไปกว่าสิทธิที่คนไทยจะได้รับ ทุกวันนี้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายจะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนแรงงานไทย เช่น ได้รับค่าแรงไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท มีวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ สิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิของประกันสังคม มีประกันสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องจัดหาที่พักอาศัยให้แรงงานของเขาได้อยู่อย่างถูกสุขลักษณะอีกด้วย
ก็ต้องถือว่า หากเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ก็ได้รับการดูแลตามสมควร เผลอๆ จะดีกว่าแรงงานไทยในบางเรื่องเสียด้วยซ้ำ ก็ลองไปดูตามไซต์งานก่อสร้างเอาก็ได้ที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าว บางทีอาจจะดูดีกว่าแรงงานไทยเสียด้วยซ้ำ เพราะทางการของเขาเข้ามาดูแลให้เรื่องพวกนี้ให้เป็นอย่างดี และทางเราในฐานะนายจ้างก็ต้องทำตามที่เขากำหนดไว้ตามเอ็มโอยูการนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศคู่ภาคี เพราะแรงงานในภาคการผลิตหายากขึ้นทุกวัน
ย้อนกลับมาในบ้านเรา ยังมีแรงงานในระบบที่ไม่ได้รับเหลียวแล และบางทีอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจ้างงานมากเสียกว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายเสียอีก แรงงานกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างไม่ประจำที่อยู่ตามบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ผ่านบริษัทตัวแทนนายหน้าที่เป็นคนจัดหาพนักงานให้องค์กรต่างๆ ที่ต้องการคนงานแบบ Contract เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับหน่วยงานในระยะยาว
การจ้างงานในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น เพราะองค์กรธุรกิจต่างต้องการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป งานในส่วนที่ไม่ถนัด ไม่ใช่งานในธุรกิจหลักก็จะจ้างแรงงาน Outsource ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาทำเป็น Contract ระยะสั้น หรือยาวก็แล้วแต่จะตกลงกันตามลักษณะงานที่ว่าจ้างเข้ามาทำ ที่เห็นใช้บริการกันเยอะๆ ก็เช่น พนักงานในส่วนของไอที การเงิน บัญชี เป็นต้น ซึ่งงาน Contract ในบริษัทเอกชนนั้นก็ยังถือว่าได้รับผลตอบแทนที่พอใช้ บางทีก็มีสวัสดิการ ไม่ต่างจากการเป็นพนักงานที่สังกัดในองค์กร
แต่พนักงาน Contract หรือพนักงานที่เป็น Outsource ก็ต้องยอมรับกับความไม่มั่นคงในงานที่ทำอยู่ หากบริษัทต้องการลดคน แรงงานกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องไป อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดกับบริษัท โตโยต้า ต้องเลิกจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง หรือลูกจ้างที่เป็น Contract ไปกว่า 1,000 คน เนื่องจากยอดส่งออกลดลงทำให้บริษัทต้องลดกำลังการผลิตลง พนักงานที่เกินความจำเป็นก็ต้องเก็บข้าวเก็บของไปหางานใหม่
นอกจากนี้ ยังมีแรงงาน Contract อีกกลุ่มที่อยู่ในหน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากหน่วยงานรัฐเหล่านี้ต้องการจะลดภาระสวัสดิการต่างๆ ลง จึงใช้วิธีการว่าจ้างแรงงานในรูปแบบ Contract โดยมีบริษัทที่รับดำเนินการจัดหาแรงงาน Contract มาให้เป็นลูกจ้างขององค์กร ด้วยสัญญาว่าจ้างระยะสั้น 1-3 ปี อัตราเงินเดือนที่ได้ก็อยู่ในระดับต่ำ เช่น ปริญญาตรี ได้เงินเดือน 1.25 หมื่นบาท แต่ที่รับจริงจะต่ำกว่านั้น เพราะต้องหักเป็นค่าบริหารจัดการให้บริษัท Outsource ด้วย
หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจบางแห่งพนักงานลูกจ้างเหล่านี้ต้องจ่ายให้กับบริษัท Outsource ถึงเดือนละ 2,000 บาท รับจริงเหลือแค่เดือนละ 1 หมื่นบาท แถมยังมีหัดยิบหักย่อย เช่น มาสายนาทีละ 1 บาท และไม่ได้เบี้ยขยัน ลาป่าย ลากิจ ก็ไม่ได้เบี้ยขยัน ลางานโดยต้นสังกัดต้องการคนทดแทน ลูกจ้างคนนั้นต้องโดนหักเงิน 300 บาท/วัน เป็นต้น
แรงงานกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก เพราะต้องการทำงานและมีความคาดหวังที่จะเข้าเป็นลูกจ้างประจำ หรือบรรจุเป็นพนักงานประจำ ข้าราชการประจำ ตามลำดับในอนาคต สิ่งที่ตามมาคือ ยอมทำทุกอย่างที่ทำให้ข้าราชการหรือพนักงานประจำในหน่วยงานนั้นพึงพอใจ เพื่อโอกาสในหน้าที่การงานที่ดีขึ้นในอนาคต
หน่วยงานรัฐบางแห่ง ข้าราชการหรือพนักงานประจำจะมีพนักงานลูกจ้างไว้เป็นลูกน้องไว้ใช้งาน มีงานอะไรที่หัวหน้ามอบหมายให้ทำก็โยนต่อให้ลูกจ้างทำ ทำเสร็จก็เอาไปเสนอนายเป็นผลงานของตัวเองก็มีให้เห็นเยอะ และนอกจากจะทำงานตามหน้าที่ได้รับมอบหมายทุกอย่างแล้ว ยังต้องทำงานสนองลูกพี่อีกต่างหาก ตั้งแต่ยกของ ถือของ ไปจนถึงซื้อข้าวปลาอาหาร ถ้าไม่ทำก็อาจมีอาการไม่ถูกใจ พานไปถึงการไม่ต่อสัญญาให้ก็มี
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นของแรงงานในระบบของไทย ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ควรจะต้องได้รับการเหลียวแลและแก้ไข







