
โรดโชว์สหรัฐอเมริกา โอกาสลงทุนประเทศไทย
ในช่วงวันที่ 18-23 ก.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานนำเสนอข้อมูลโรดโชว์สหรัฐอเมริกา โดยจะนำบริษัทชั้นนำน่าสนใจ 11 บริษัทร่วมกันเดินทางไปในครั้งนี้ ผมขอชื่นชมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ทำงานอย่างเอกชน เพื่อสนับสนุนเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้มาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงวันที่ 18-23 ก.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานนำเสนอข้อมูลโรดโชว์สหรัฐอเมริกา โดยจะนำบริษัทชั้นนำน่าสนใจ 11 บริษัทร่วมกันเดินทางไปในครั้งนี้ ผมขอชื่นชมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ทำงานอย่างเอกชน เพื่อสนับสนุนเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้มาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยมีกำหนดการคือ วันที่ 18 ที่นิวยอร์ก วันที่ 19 ที่บอสตัน และวันที่ 21 ที่ซานฟรานซิสโก
เราได้กำหนดหัวข้อร่วมกันว่า “THAILAND : Opportunity with a capital ‘O’ ” คือ “ประเทศไทย : โอกาสแห่งการลงทุน” (ที่ “โอ(เค)” จริง)
เราได้สื่อความน่าสนใจของประเทศไทย ไว้ 3 เรื่องคือ
1.ประเทศไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Gateway to the Greater Mekong Sub-region (GMS)) : ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย ประเทศในกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม ประเทศไทย (บางนิยามจะรวมบางมณฑลของจีนตอนใต้ไว้ด้วย) มีประชากรรวมถึง 326 ล้านคน ขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถึง 9.70 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
จุดเด่น คือ ประเทศในกลุ่ม CLMV นั้นเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ มากพอสมควร คล้ายๆประเทศไทยเมื่อ 15-20 ปีที่แล้ว ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามการลงทุนในประเทศเหล่านั้นโดยตรงหรือการปล่อยกู้โดยตรงนั้น ก็อาจจะมีขนาดเล็กเกินไปหรือเสี่ยงเกินไป การลงทุนผ่านกิจการไทยชั้นนำที่มีการขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น จะเป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อยและยังได้ผลตอบแทนที่เติบโตไปกับภูมิภาคได้ดี
2.ประเทศไทยยังมีการลงทุนในสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง : รัฐบาลมีโครงการลงทุนด้านสาธารณูปโภคสูงถึง 1.6-1.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 4.5-5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ด้านระบบขนส่งทางรางทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล รวมถึงระบบรถไฟทั่วประเทศ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมไทย เอื้อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดี และโครงการที่ลงทุนไปจะทำให้ไทยมีระบบสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ที่ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนภาคเอกชนต่ำลง และทำให้ไทยแข่งขันได้มากขึ้น
ในส่วนตัวของผม (คงไปสื่อที่สหรัฐไม่ได้) ตัวอย่าง ข่าวคราวรถติดหนักในอินโดนีเซียถึง 3 วัน วันที่หนักที่สุดติดกัน 20 ชั่วโมง จนมีประชาชนเสียชีวิตในรถก็ถือเป็นเรื่องเศร้า และผมดีใจที่ประเทศไทยเรายังทำได้ดีกว่าและยังพัฒนาต่อไป
3.ประเทศไทยยังเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยว : โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้คาดว่าเราจะมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 32-33 ล้านคน น่าจะสร้างรายได้ได้สูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ในปี 2016 นี้
ในส่วนตัวของผมโลกข้างหน้านั้นเราจะมีเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์มาทำงานแทนคนได้มากขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ช่วยลดความต้องการใช้แรงงานลง เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือ มนุษย์มีแนวโน้มจะสบายขึ้น ทำงานง่ายขึ้น มีเครื่องมือแบ่งเบาภาระมากขึ้น
ข้อเสียคือ มนุษย์จะมีงานทำลดลง ตัวอย่างกิจการแบบ Amazon หรือ Alibaba ทำให้กิจการค้าปลีกอย่าง Wallmart ต้องถูกกระทบอย่างรุนแรงจนต้องมีการปรับลดแรงงานลง
ทำให้ผมเชื่อว่าโลกอนาคตนั้นเราจะต้องหันมาทำงาน “บริการ” กันมากขึ้น เช่น ที่รัฐบาลมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจการขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเช่น การขายขนมหรือสินค้าพื้นเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวน่าจะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีรายได้ดีต่อไป
ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 29.9 ล้านคนในปีที่ผ่านมา น่าชมเชยอย่างมากเพราะเป็นไปตามเป้าหมาย แม้มีผู้ก่อการร้ายวางระเบิดสถานที่ท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับที่ 2 ของโลก โดย Global Destination Cities Index (2015) อีกด้วย
หวังว่าตลาดหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง และอีก 11 บริษัทชั้นนำจากเมืองไทย จะได้ร่วมกันสร้างความสนใจให้นักลงทุนใหญ่ๆ ที่สหรัฐกลับมาสนใจลงทุนมากขึ้นครับ







