
กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว
ระหว่างที่เขียนต้นฉบับนี้ ดิฉันอยู่ในช่วงที่ลาพักร้อน ซึ่งก็ไม่ได้บินไปเที่ยวอังกฤษหรือยุโรปที่ค่าเงินถูก เปล่าไปช็อปกระจายในช่วงเซลที่เกาะฮ่องกง หรือไปชมดอกไม้สวยๆ รับฤดูร้อนของญี่ปุ่น หากหนีความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ไปกระจายรายได้ ณ เมืองท่องเที่ยวของไทยเราเองนี่แหละ
ระหว่างที่เขียนต้นฉบับนี้ ดิฉันอยู่ในช่วงที่ลาพักร้อน ซึ่งก็ไม่ได้บินไปเที่ยวอังกฤษหรือยุโรปที่ค่าเงินถูก เปล่าไปช็อปกระจายในช่วงเซลที่เกาะฮ่องกง หรือไปชมดอกไม้สวยๆ รับฤดูร้อนของญี่ปุ่น หากหนีความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ไปกระจายรายได้ ณ เมืองท่องเที่ยวของไทยเราเองนี่แหละ
แม้จะได้มาตะลอนชิมร้านเด็ดประจำถิ่นสุดแสนอร่อย เที่ยวชมเมืองเก่าแบบสนุกสนานสำราญดังตั้งใจ หากด้วยพื้นฐานเป็นคนกรุง เลยอดคิดถึงกรุงเทพฯ ไม่ได้ นึกถึงว่า ใครนะช่างเป็นคนคิดสโลแกน “กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” นี้ขึ้นมา เพราะว่าหลายๆ ครั้งมันช่างฟังดูเหน็บแนม เสียดสีตัวเองอย่างสุดๆ
คนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตอยู่ดีๆ น้ำ (ก็) ท่วม เพียงแค่ฝนตกกระหน่ำไม่หยุดราว 2-3 ชั่วโมง น้ำก็ท่วมขังรอการระบายอยู่ข้ามวันข้ามคืน ไม่ยอมหนีหายไปง่ายๆ สืบหาสาเหตุไปมาก็ไปเจอต้นตอเป็นที่นอนขนาด 6 ฟุตบ้าง โซฟารุ่น 3 ที่นั่งบ้าง ที่ไปอุดทางระบายน้ำอยู่ น้ำที่รอระบายก็เลยไปไหนไม่ได้ ได้แต่รออยู่เรื่อยไป สักคืนสองคืนเป็นอย่างต่ำ
จะว่าไป กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ลุ่ม จะถูกน้ำท่วมน้ำขังบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกก็คือข้าวของที่ไปอุดทางระบายน้ำนั่นแหละ ช่างนำไปทิ้งกันได้แบบไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่มาลองคิดอีกที เรื่องนี้ก็เหมือนปัญหาโลกแตก การมีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะเสีย พังจนใช้ไม่ได้ แบบที่จะบริจาคหรือยกให้ใครก็คงจะไม่เหมาะ เรื่องจะนำไปทิ้งได้ที่ไหนอย่างไร ยังถามกันไม่จบทั้งในเว็บพันทิป อาสค์ยาฮู และเว็บอื่นๆ ที่เห็นคนเข้าไปถามกันมากมาย จนคำตอบออกทะเลไปไหนก็ไม่รู้ พอหาทางออกไม่ได้ก็นำมาแปะมากองไว้ข้างนอกบ้านให้มันพ้นๆ ไปที วันดีคืนดีก็กลายเป็นไหลรวมไปตามน้ำ แต่ใหญ่จนไปไหนไม่ได้ กลายเป็นบล็อกทางระบายน้ำไปตามระเบียบ
ขยะเป็นปัญหาของชุมชนเมืองแทบจะทุกแห่ง อยู่ที่การบริหารจัดการว่า เอาจริงเอาจังแค่ไหน -- บ้านเรามีการพูดเรื่องการนำขยะไปเป็นพลังงานมานานมากแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไรในวงกว้าง เห็นแต่โครงการในสถานศึกษา หรือว่าชุมชนต้นแบบเพียงบางแห่งเท่านั้น ทั้งที่น่าจะเป็นนโยบายระดับชาติ ไม่ว่าจะขยะเปียกที่ผลิตเป็นก๊าซได้ หรือขยะพลาสติกที่สามารถแปรรูปกลับมาเป็นน้ำมัน ฯลฯ
ย้ายมาว่าเรื่องชีวิตดีๆ ที่ลงตัวของชาวกรุงเทพฯ อีกอย่างก็คือ การมีขึ้นของรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะใต้ดินหรือบนดิน ก็ทำให้คนกรุงเทพฯ บางส่วนมีชีวิตที่ดี๊-ดี อย่างน้อยก็ไปไหนมาไหนได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการจราจรติดขัด (อันเป็นชีวิตที่สุดแสนจะไม่ลงตัวเอามากๆ)
ทว่า กรุงเทพฯ ที่มีรถไฟฟ้าในเมืองมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่คนใช้รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังไม่มีมารยาทที่เหมาะสมในการใช้ขนส่งสาธารณะประเภทนี้สักเท่าไหร่ เริ่มกันตั้งแต่การขึ้นบันไดเลื่อนกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่อยากจะโทษการมีกฎแบบสองมาตรฐาน คือ รถไฟฟ้าบนดินอย่างบีทีเอส บอกให้คนยืนชิดขวา คนทางซ้ายให้เดิน ซึ่งตรงกันข้ามกับกฎจราจรปกติของบ้านเรา ขณะที่รถใต้ดินเอ็มอาร์ทีบอกว่า อยู่บนบันไดเลื่อนห้ามเดิน ให้ยืนอยู่เฉยๆ (ซึ่งอันนี้เห็นด้วยมาก เพราะบันไดก็เลื่อนอยู่แล้ว ถ้าอยากเดินบันไดธรรมดาก็มี ควรไปใช้ตรงนั้นมากกว่า)
เรื่องการลัดคิวเข้ารถไฟฟ้ามีให้เห็นเป็นประจำ จนเกิดเป็นดราม่ามนุษย์ลุง-ป้า รวมไปถึงขึ้นแล้วก็ไม่ยอมเดินเข้าไปด้านใน ทั้งที่ป้ายที่จะลงนั่นก็อยู่เกือบจะสุดสถานีปลายทางก็ตาม ที่มหัศจรรย์คือ ช่วงเวลาเร่งด่วน พื้นที่หน้าประตูซึ่งขนาดร่มสักคันยังตั้งลำบากแล้ว แต่ยังมีคนกระโดดขึ้นมายืนได้ในช่วงวินาทีคับขัน ให้เป็นที่อะเมซิ่งไทยแลนด์จริงๆ
รถไฟฟ้าหลากยี่ห้อของใครของมัน ระหว่างทางเชื่อมนั้นต้องเดินเป็นระยะทางพอสมควร ช่างไม่ “เฟรนด์ลี่” กับคนพิการหรือแม้แต่ผู้สูงอายุเลย อย่าว่าแต่ทางเชื่อมของสถานีใหญ่ๆ เอาแค่ทางเท้าที่จะเดินทางมาสู่สถานีรถไฟฟ้าแต่ละแห่งก็เป็นตะปุ่มตะป่ำ กระดกไปกระดกมา ไม่รู้ว่ามีการเบียดเบียนงบประมาณทำให้สร้างไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยให้มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาขับขี่จนพัง ไม่เป็นหลุมก็กระดกกระเดิด กรุณาอย่าถอยรองเท้าหรูราคาแพงมาเดินเป็นอันขาด อาจทำให้ต้องร้องไห้เสียดายของกันแน่ๆ
เรื่องราวชีวิตดีๆ ที่ลงตัวของชาวกรุง (เทพฯ) ที่จะขาดไปไม่ได้ ก็ต้องเป็นเรื่องของรถแท็กซี่ ที่นอกจากจะไม่ค่อยยอมที่จะพัฒนาตัวเองแล้ว ยังคอยขัดขาสกัดดาวรุ่งบริการอื่นๆ ที่จะมาแย่งเงินในกระเป๋าของตัวเองไปอีกต่างหาก
ปัญหาแท็กซี่เรียกแล้วไม่ยอมให้บริการ ทำให้เกิดบริการใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่เรดิโอ, แกร็บ, อูเบอร์, ออลไทยแท็กซี่ ซึ่งแต่ละบริการก็ดูได้เรื่องเฟื่องฟูกันไปตามๆ กัน อาจจะมีร้องเรียนบ้างเป็นเรื่องยิบย่อย อย่างน้อยก็มีการให้บริการส่งผู้โดยสารตามเป้าหมายที่ต้องการได้สำเร็จ
เมื่อมาย้อนคิดว่า หากแกร็บ, อูเบอร์ หรือออลไทยแท็กซี่ ล้วนใช้การได้ดีขนาดนั้น ทำไมเราถึงไม่นำแท็กซี่ทุกคันที่คอยให้บริการอยู่ในกรุงเทพมหานคร เข้าระบบคอลเซ็นเตอร์ที่เซตขึ้นมาในรูปแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด เหมือนกับที่ออสเตรเลีย สเปน หรือประเทศอื่นๆ ไม่ปล่อยให้ยืนโบกแท็กซี่ตามท้องถนน แต่ต้องเรียกผ่านแอพหรือคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น
งานนี้ระบบจะแมตช์แท็กซี่ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับผู้ใช้บริการที่สุด เหมือนบริการอูเบอร์ที่คนขับจะเลือกไม่ได้ ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่จะไป แต่ระบบจะแมตช์จากจีพีเอส ให้คนที่ใกล้กับผู้ใช้บริการที่สุดมาเป็นผู้รับลูกค้าบริเวณนั้น
กรุงเทพมหานครเคยพยายามคิดระบบแท็กซี่อัจฉริยะ แต่สมาร์ทไม่พอที่จะบริหารจัดการให้ประสบความสำเร็จ แต่หากปลุกปั้นระบบออนไลน์ที่เป็นของชาวกรุงเทพฯ เองได้ รับรองว่าจะได้ใจไปอย่างมหาศาลเลยทีเดียว







