
มาตรฐานธุรกิจอสังหาฯ
กรณีโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ราคา 40 ล้านบาท ที่พัฒนาโดยบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น แต่เกิดปัญหาจากปลวกและหลังคารั่ว กลายเป็นชนวนเหตุให้เจ้าของบ้านเกิดความเครียดจนเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกในเวลาต่อมา แม้จะมีการแสดงความรับผิดชอบโดยการรับซื้อคืนตามข้อเรียกร้องของผู้เสียหายในภายหลัง แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนปัญหาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายมิติได้เป็นอย่างดี
กรณีโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ราคา 40 ล้านบาท ที่พัฒนาโดยบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น แต่เกิดปัญหาจากปลวกและหลังคารั่ว กลายเป็นชนวนเหตุให้เจ้าของบ้านเกิดความเครียดจนเสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกในเวลาต่อมา แม้จะมีการแสดงความรับผิดชอบโดยการรับซื้อคืนตามข้อเรียกร้องของผู้เสียหายในภายหลัง แต่กรณีดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนปัญหาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายมิติได้เป็นอย่างดี
ประการแรก คือ เรื่องคุณภาพของสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นสินค้าราคาสูง และเป็นปัจจัยสี่ที่ตอบสนองความต้องการทางกายภาพ คือ การเป็นสถานที่พักอาศัย และตอบสนองทางจิตใจ คือ การเป็นทรัพย์ที่มีคุณค่าทางใจ สร้างความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัยในชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ แน่นอนว่าเมื่อเป็นสินค้าราคาแพงก็ย่อมมีความคาดหวังที่สูง โดยเฉพาะบ้านราคายิ่งแพง ความคาดหวังย่อมยิ่งสูงเป็นธรรมดา
แต่ที่ผ่านมามักปรากฏอยู่เป็นระยะถึงคุณภาพการก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่สร้างปัญหาทั้งทางกายและทางใจให้กับผู้บริโภค แม้ว่าเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในการก่อสร้างจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้น แต่คุณภาพการก่อสร้างกลับมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กระดับเอสเอ็มอี หรือบริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เสียค่าใช้จ่ายกับการสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคเป็นหลักร้อยล้านพันล้าน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ บ้านที่พัฒนาออกมาขายยังมีคุณภาพที่ไม่คุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายไป และมักไม่เป็นไปตามที่โฆษณาชวนเชื่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อสินค้าเกิดปัญหา การให้บริการหลังการขายเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย และเป็นจุดขายที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มักจะเอามาโฆษณาขายฝันให้ผู้บริโภคคล้อยตาม แต่บ่อยครั้งที่บริษัทกลับเพิกเฉยไม่ติดตามแก้ไขปัญหาให้กับผู้ซื้ออย่างจริงจังและจริงใจ สุดท้ายเคราะห์กรรมจึงมาตกกับผู้บริโภคที่หลงกลการตลาดของผู้ประกอบการ จนเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และถึงขั้นเสียชีวิต
อีกด้านหนึ่งสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพในการประกอบธุรกิจที่ไม่ได้ถูกพัฒนาในทางที่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น จากอดีตที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักถูกมองว่าเป็นธุรกิจจับเสือมือเปล่า เก็บเงินดาวน์ลูกค้า กู้เงินธนาคารมาสร้างบ้าน บ่อยครั้งที่นำเงินดาวน์ที่เก็บได้ไปใช้ผิดประเภท สุดท้ายคนซื้อบ้านกลับไม่ได้บ้านตามที่สัญญาไว้ ตกอยู่ในความทุกข์ระทม กลายเป็นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐติดอันดับต้นๆ อยู่เสมอจนถึงทุกวันนี้ แม้การประกอบธุรกิจจะมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ออกมาควบคุม
รวมถึงธรรมาภิบาลที่มักถูกหยิบมาเป็นเครื่องประดับให้บริษัท และผู้ประกอบธุรกิจนั้นดูดีขึ้น แต่ไส้ในแท้จริงแล้วธุรกิจส่วนใหญ่ยังคำนึงถึงผลกำไรมากกว่าความรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภคที่เป็นลูกค้า ปัญหาร้องเรียนต่างๆ จากการซื้อที่อยู่อาศัยจึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายกับผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา ทั้งกระบวนการควบคุม กระบวนการร้องเรียน และกระบวนการเยียวยา รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อโครงการบ้านจัดสรร โดยใช้เงินกองทุนค้ำประกันสาธารณูปโภคที่มีอยู่มาเป็นกองทุนขั้นต้น
ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ควรเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และควรมีมาตรการควบคุมดูแลผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเองอย่างจริงจัง เพื่อให้ธุรกิจมีมาตรฐานที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้







