
เบร็กซิตฉุด ก่อการร้ายซ้ำ เขย่าศก.ยุโรปครึ่งปีหลัง
กระแสความตื่นตระหนกต่อการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ เริ่มซาลงไปมากแล้วจากช่วงสัปดาห์วันที่ 23 มิ.ย. เนื่องจากตระหนักกันได้ว่า นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ยังไม่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน แถมในช่วงสั้นนั้นกลับเป็นผลดีต่อทั้งยุโรปและอังกฤษมากกว่า เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกแห่เข้าไปซื้อของถูก ในช่วงที่ค่าเงินปอนด์และยูโรยังยืนระยะอยู่ในช่วงขาลง
กระแสความตื่นตระหนกต่อการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ เริ่มซาลงไปมากแล้วจากช่วงสัปดาห์วันที่ 23 มิ.ย. เนื่องจากตระหนักกันได้ว่า นี่คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ยังไม่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน แถมในช่วงสั้นนั้นกลับเป็นผลดีต่อทั้งยุโรปและอังกฤษมากกว่า เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกแห่เข้าไปซื้อของถูก ในช่วงที่ค่าเงินปอนด์และยูโรยังยืนระยะอยู่ในช่วงขาลง
อย่างไรก็ตาม ความสงบในช่วงสั้นเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้เช่นกันว่า จะยืนระยะยาวต่อเนื่องไปได้ถึงเมื่อไร เพราะปัจจุบัน ถึงเวลาที่รัฐบาลใหม่ของอังกฤษต้องเดินหน้ากระบวนการออกจากอียูอย่างจริงจังเสียที และต้องเริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าต่างๆ ใหม่กับอียู เพื่อจำกัดวงให้การหย่าร้างกันครั้งนี้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด ซึ่งการเจรจาที่ไม่มีใครคาดหัวก้อยได้นี่เองที่อาจเขย่าความเชื่อมั่นหลังจากนี้ได้ทุกเมื่อ
ล่าสุด กระแสการก่อการร้ายที่กำลังเกิดขึ้นเป็นวงกว้างในหลายประเทศ ก็ยิ่งเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมความไม่แน่นอนในยุโรปให้กระพือขึ้นอีก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีก มากกว่าเหตุการณ์กราดยิงกลางกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมา
เพราะสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปกำลังเข้าขั้นเลวร้ายและขยายวงไปไกลกว่าภาวะ “ก่อการร้าย” ในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยได้ยินกันมา จากการลงมือโจมตีของเหล่าหมาป่าโดดเดี่ยว “โลนวูล์ฟ” ที่ไม่จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มก่อการร้าย ขอเพียงแค่มีแรงจูงใจทางสังคมและการเมือง และลงมือโจมตีตามที่สาธารณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง การก่อการร้ายก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากเดิมในช่วงครึ่งปีแรกที่ยุโรปอยู่ภายใต้บรรยากาศของการก่อการร้ายซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) นำโดยเหตุกราดยิงในปารีส และเหตุระเบิดที่สนามบินในเบลเยียม ทว่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ โมเมนตัมได้เปลี่ยนไปเป็นการโจมตีของบรรดาโลนวูล์ฟ ที่แม้จะยังไม่มีการระบุเต็มปากเต็มคำจากทางการว่านี่คือการก่อการร้าย แต่เหตุการณ์เกือบทุกครั้งต่างก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน คือผู้ก่อเหตุเป็นผู้อพยพหรือเป็นลูกหลานของผู้ที่อพยพมาจากโลกมุสลิม เช่น อัฟกานิสถาน อิหร่าน และซีเรีย
นอกจากนี้ แม้สเกลความรุนแรงหรือความเสียหายอาจเล็กลงเมื่อเทียบกับการลงมือโจมตีอย่างเป็นระบบของสาวกกลุ่มก่อการร้าย แต่การโจมตีกลับเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งแทน จนสร้างความกังวลหรือความหวาดกลัวขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการขับรถไล่พุ่งชนคนในเมืองนีซ ฝรั่งเศส หรือการโจมตี 3 ระลอกภายในสัปดาห์เดียว ที่เยอรมนี
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างข้อมูลจากบรรดาสายการบินและเครือโรงแรมขนาดใหญ่ว่า แทนที่ฤดูร้อนในช่วงไตรมาส 3 นี้ จะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวปกติที่เต็มไปด้วยยอดจองห้องพักและการเดินทาง ทว่า สถานการณ์การก่อการร้ายที่ต่อเนื่องกลับทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและช็อปปิ้งซบเซาลง ที่สำคัญ ยังขยายวงไปในเมืองต่างๆ ของยุโรป หรือแม้แต่ประเทศที่ไม่ได้เกิดหรือเกี่ยวข้องอะไรกับการก่อการร้ายด้วย
ซี แพทริก สโคลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันทรัสต์ โรบินสัน ฮัมฟรีย์ อิงค์ ให้มุมมองว่า ยุโรปจะไม่ใช่พื้นที่หลักที่ทำยอดให้กับธุรกิจบริการในปีนี้ เพราะความหวาดกลัวกำลังปกคลุมไปทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เกิดการโจมตีอย่างกรุงปารีส และเมืองมิวนิก ซึ่งนักเดินทางจะหลีกเลี่ยงหรือไปอย่างระมัดระวังตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงถึงราว 8.6% เมื่อเทียบกับยูโร ยังทำให้หลายคนตัดสินใจหันไปอังกฤษในช่วงนี้มากกว่าเยอรมนีที่ทั้งแพงกว่าและกำลังสุ่มเสี่ยง
ขณะที่ สก็อต เคอร์บี ประธานบริษัท อเมริกัน แอร์ไลน์ส กรุ๊ป อิงก์ มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ยุโรปอาจเป็นภูมิภาคเดียวที่มีผลประกอบการด้านการท่องเที่ยวในภาพรวมลดลงในไตรมาส 3 ปีนี้
เป็นที่คาดการณ์กันว่าบริษัทในภาคการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นยุโรป อาจรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 หรือผลประกอบการไตรมาส 3 ของปีงบประมาณปัจจุบันได้ไม่ดีนัก ในสัปดาห์แห่งการรายงานผลประกอบการที่ใกล้จะมาถึง โดยบริษัทท่องเที่ยวจากอังกฤษ โทมัส คุก กรุ๊ป มีมูลค่าหุ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้ร่วงลงไปแล้ว 52% ขณะที่หุ้นสายการบินไรอันแอร์ ลงไป 23% และหุ้นบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คอนโซลิเดเต็ด แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริติช แอร์เวย์ส ร่วงลงไป 34%
หลังจากเกิดเหตุคนร้ายใช้รถบรรทุกพุ่งชนคนในวันบาสตีย์ ที่เมืองนีซ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 84 คน การท่องเที่ยวในเมืองตากอากาศทางตอนใต้ของเฟรนช์ ริเวียร์รา ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวของกลุ่มคนมีเงิน ก็ได้รับผลกระทบตามมาทันที ด้านยอดจองห้องพักที่ปรับตัวลง และยังส่งผลกระทบไปถึงยอดจองห้องพักตามเมืองอื่นๆ ในยุโรปด้วย เช่น ลอนดอน ที่ลดลง 2.7% และอัมสเตอร์ดัม ที่ลดลง 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ความหวาดกลัวต่อการก่อการร้ายตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์แทบจะรายวัน ยังส่งผลต่อยอดจองตั๋วเครื่องบินจนกระทั่งสายการบินลุฟต์ฮันซา ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนการรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้อาจลดลงระหว่าง 8-9% เพราะนอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนแล้ว ก็ยังถูกกระหน่ำซ้ำจากภัยก่อการร้ายที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรป ซึ่งกระทบต่อยอดจองการเดินทางระยะไกลมายังยุโรป
ทิศทางของสายการบินรายใหญ่จากเยอรมนีรายนี้ ยังสอดคล้องกับความเห็นของสายการบินขนาดเล็กอย่าง อีซี่เจ็ต ที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ภัยก่อการร้ายและปัญหาเครื่องบินตกครั้งที่เพิ่งผ่านมาในเดือน พ.ค. ของสายการบินอียิปต์แอร์ อาจส่งผลให้การเดินทางช่วงฤดูร้อนปีนี้คึกคักน้อยลงจากที่ผ่านๆ มา
ขณะที่ทิศทางของบริษัทท่องเที่ยวก็พบกับฤดูร้อนที่ย่ำแย่กว่าปีก่อนๆ หรือเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน โดยจากตัวเลขของบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยว ฟอร์เวิร์ดคีย์ส พบว่า ยอดจองตั๋วเดินทางล่วงหน้าช่วงฤดูร้อนในยุโรป ซึ่งจองภายในวันที่ 31 พ.ค. ลดลงไปแล้ว 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นภูมิภาคเดียวในโลกที่มียอดจองการเดินทางระหว่างประเทศลดลงในช่วงหน้าร้อนนี้
จากข้อมูลของฟอร์เวิร์ดคีย์ส พบว่า มีเพียงแค่ยุโรปใต้ที่ไกลจากความวุ่นวายอย่างสเปน และยุโรปเหนืออย่าง ไอร์แลนด์เท่านั้นที่มียอดจองการเดินทางเพิ่มขึ้น สวนทางกับหลายประเทศเป้าหมายการเดินทางหลักก่อนหน้านี้ที่ลดลง เช่น ฝรั่งเศสลดลง 11% เบลเยียม 23% และตุรกี 31% ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ต่างมียอดจองตั๋วเพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด เช่น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มขึ้น 7.8%
ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจโรงแรมและสายการบินเท่านั้นที่พากันแสดงความเป็นห่วง เพราะแน่นอนว่ายอดการท่องเที่ยวที่ลดลงยังหมายถึงการใช้จ่ายและช็อปปิ้งสินค้าราคาแพงในยุโรปที่จะถูกกระทบตามไปด้วย
แอร์เมส อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทกลุ่มสินค้าหรูระดับบนที่เจาะตลาดเศรษฐี และมักจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับสินค้าหรูปานกลางที่เจาะตลาดชนชั้นกลางขึ้นไป ก็ยังได้รับผลมาแล้วในผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 6% หรือขยายตัวได้ลดลงจากในปีที่แล้ว ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจโลกไม่ได้ต่างกันมากนัก
หากมองในทางบวก ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกบั่นทอนด้วยการก่อการร้ายจนฉุดการท่องเที่ยวนั้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวหันมายังเอเชียมากขึ้นแทน ซึ่งน่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้คึกคักขึ้นมาแทนที่ และช่วยบรรเทาสถานการณ์จากภาคการส่งออกและการผลิตได้ในระดับหนึ่ง
ทว่าในอีกด้านหนึ่งนั้น หากการก่อการร้ายและสถานการณ์ผู้อพยพในยุโรปทวีความตึงเครียดขึ้น จนกระทบต่อภาคการบริการและการท่องเที่ยวหนักขึ้น ที่สุดแล้ว ก็อาจหนีไม่พ้นที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจในภาครวมทั้งระบบ จนกระทบต่อการค้ากับประเทศอื่นๆ และฉุดให้บรรยากาศเศรษฐกิจครึ่งปีหลังในภาพรวม อึมครึมยิ่งกว่าปัจจุบันนี้ก็เป็นได้







