posttoday
บทเรียนความขัดแย้งทั่วโลก อดัม คาเอน ร่วมหาทางออกในไทย

บทเรียนความขัดแย้งทั่วโลก อดัม คาเอน ร่วมหาทางออกในไทย

16 สิงหาคม 2553

8...พิเชษฐ์ ชูรักษ์

เหตุการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ไม่ได้รับการยกเว้นแม้ประเทศไทย ที่รู้จักกันในนาม “สยามเมืองยิ้ม” เป็นความขัดแย้งที่มีพลวัตมาเป็นลำดับ และสังคมไทยก็เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมทางการเมืองมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 ด้วยเพราะความเห็นต่าง คิดต่าง และอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน จึงติดอาวุธฆ่ากันกลางเมือง

อีกทั้งประเทศไทยยังคงเผชิญความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลก

กลุ่มบุคคลคณะเล็กๆ เลิกตั้งคำถาม เมื่อไหร่ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเราจะจบเสียที? แต่ได้ยื่นมือออกมาร่วมแสวงหาทางออก ด้วยการเชิญ อดัม คาเฮน นักสร้างกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก มาร่วมสัมมนาในหัวข้อ “เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน” ในวันที่ 16 ส.ค. 2553 เวลา 14.0016.30 น. ณ อาคารพฤกษชาติพระทรงชัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

คาเฮนจะถอดบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากทั่วโลกที่เขามีโอกาสไปมีส่วนร่วม อาทิ แอฟริกาใต้ คาเฮนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างความปรองดองให้กับชาวแอฟริกาใต้ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ภายหลังการสิ้นสุดยุคแบ่งแยกสีผิว

นอกจากนี้ เขายังร่วมสร้างกระบวนการคลี่คลายปัญหาที่โคลัมเบีย ที่เผชิญความขัดแย้งระหว่างทหาร กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด กองโจรฝ่ายซ้าย และกองกำลังรักษาความมั่นคงฝ่ายขวา ความขัดแย้งในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัวเตมาลา ปัญหาช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา ฯลฯ

อดัม คาเฮน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่เขาว่างเว้นจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้คนจากหลายกลุ่มในสังคมไทย

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นบทเรียนคร่าวๆ ที่อดัมสรุปใจความสภาพความขัดแย้งที่ผ่านมา รวมถึงความเป็นไปได้ที่ตัวเขาจะสร้างกระบวนการส่งมอบประเทศไทยให้ลูกหลาน

n ภาพรวมความขัดแย้งทั่วโลกในรอบ 10 ปีมานี้มีความแตกต่างกันอย่างไร

ผมคิดว่าปัญหาการจับกุมผู้อพยพในประเทศอังกฤษ มันทำให้มีเสียงเล็กๆ ของคนเหล่านี้ขึ้นในสังคม จากที่ไม่เคยได้ยิน ซึ่งเป็นเทรนด์แรกที่มีเสียงของคนเล็กๆ เกิดขึ้นในสังคมโลก เป็นการลดอำนาจของกลุ่มมีบรรดาศักดิ์ในสังคม ซึ่งเรียกว่าเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตย ขณะเดียวกันผมเห็นว่าความเป็นประชาธิปไตยทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบชนชั้นหรือผู้มีบรรดาศักดิ์ในสังคม

เทรนด์ต่อมา เรากำลังเผชิญและต่อสู้กับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดจากคนเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีเสียงมาก่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น มีพลวัตสูงขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นว่าปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ในการแก้ไขได้อีกต่อไป หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

n ความขัดแย้งระหว่างปัญหาทางการเมือง ปัญหาชนชั้น และการก่อการร้าย ปัญหาใดมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่ากัน

ผมก็ไม่ทราบว่าปัญหาไหนจะมีมากกว่ากัน แต่มันเกี่ยวเนื่องกันทั้งสามปัญหา ผมจะเพิ่มให้ก็คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นวิกฤตโลก แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนัก ซึ่งปัญหาที่ว่ามานี้ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ในการแก้ไขได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้เป็นชิ้นๆ แก้จากบนลงล่าง แต่วิธีใหม่ต้องแก้เป็นระบบ สร้างการมีส่วนร่วม และใช้วิธีการที่สร้างสรรค์ ด้วยการเชิญทุกภาคที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมแก้

n สรุปชัดๆ ได้ไหมว่า ปัญหาการก่อการร้ายกับความขัดแย้งทางการเมือง อันไหนมีแนวโน้มมากกว่ากัน

ใช่...ปัญหาก่อการร้ายอาจมีความรุนแรงมากกว่า แต่ผมคิดว่าปัญหาทางการเมืองก็ทำลายศักยภาพของคนที่จะต่อสู้และมีส่วนร่วมในสังคมได้มากเช่นกัน ประเด็นก็คือ เราจะทำให้ตัวเองแข็งแรงพอในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วม เหมือนที่เรากำลังทำอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ และจะแก้อย่างไรให้เป็นไปโดยวิธีการสันติ

ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม มันสะท้อนว่าคนเราอ่อนแอในการอยู่กับปัญหาหรือเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหานั่นเอง ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหายิ่งยากเข้าไปอีก ถ้าเป็นปัญหาเชิงการเมือง ผมคิดว่าควรกังวลเรื่องการเคลื่อนตัวขององค์กรทางการเมือง เช่น ปัญหาการคอร์รัปชัน และอื่นๆ

n นักการเมืองส่วนใหญ่คือตัวปัญหาหรือไม่

นักการเมืองส่วนใหญ่มักอ้างว่ามีการคุกคามจากภายนอก เพื่อปกปิดความอ่อนแอภายใน ผมคิดว่านักการเมืองในบางประเทศก็ดี คือ ไม่หนีปัญหา พร้อมที่จะแก้ปัญหา เพราะเขามีอำนาจ แต่มันขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจนั้นอย่างไร

n ทำไมคุณคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก

ก็มีการกล่าวถึง เช่น ที่ไปทะเลาะกันที่โคเปนเฮเกน แต่แก้ไม่ได้ เพราะมันแก้ยาก เหมือนกับการแก้ปัญหาอื่นๆ ที่มีความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ ซึ่งในพ็อกเกตบุ๊กเล่มใหม่ของผมเรื่อง Power & Love (พลังรัก พลังอำนาจ เปิดตัวฉบับแปลภาษาไทยโดย อดัม คาเฮน วันที่ 16 ส.ค. 2553 เวลา 13.0014.00 น. ห้องพอหทัยพิกุล อาคารพฤกษชาติพระทรงชัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) ก็บอกไว้ว่า ผลประโยชน์ส่วนตนจะมีมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม มันจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีพลังอำนาจและพลังความรัก

n ก่อนเดินทางมาคุณรับรู้ปัญหาความขัดแย้งในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

ผมรู้ไม่มาก ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็แค่อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ แต่ต้องเข้าใจผมว่า ผมไม่ใช่นักแก้ปัญหา ผมมาถอดบทเรียนที่ผมไปประสบมาจากหลายประเทศทั่วโลกให้คุณฟัง และจะหาทางสร้างกระบวนการในการแก้ปัญหาในเมืองไทยมากกว่า

เรื่องเมืองไทยผมแสดงความเห็นไม่ได้มาก แต่ธรรมชาติของปัญหาทั่วโลกจะคล้ายๆ กัน หรือมีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่ มันเหมือนการจัดแฟชั่นโชว์ที่ฝรั่งเศส มีทั้งเหมือนและต่างกันกับที่อื่นๆ ปัญหาในเมืองไทยอาจไม่เหมือนใคร แต่ก็มีเหมือนที่อื่นๆ มีจริงๆ ปัญหาทุกที่มีจุดเหมือนและจุดต่าง

ในหนังสือเล่มใหม่ของผม พยายามสรุปในสิ่งที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ดีที่ผมพบมาในรอบ 20 ปี ผมได้ประสบการณ์การเรียนรู้จากความล้มเหลวและความสำเร็จ แม้ผมจะได้เรียนรู้จากความล้มเหลวมากกว่า ผมจึงถอดประสบการณ์มาเป็นบทเรียนทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จออกมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท