ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้
"ถ้าจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.เกิดความชอบธรรม ข้อเรียกร้องที่เสนอไปต้องเกิดขึ้นให้ได้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับ เราก็สามารถก้าวเดินได้โดยที่ไม่ให้ผลของวันที่ 7 ส.ค.กลายมาเป็นชนวนของความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลาย"
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ฐายิกา จันทร์เทพ
“เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” กำลังเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่กำลังถูกจับตาเป็นอย่างมาก ภายหลังออกแถลงการณ์ที่เป็นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลถึงสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครั้งล่าสุดที่ขอให้รัฐบาลเปิดเผยทางเลือกให้กับประชาชนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยมีผู้ลงนามสนับสนุน 117 คน ซึ่งมีนักการเมืองจากหลายพรรคร่วมด้วย
ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในคนทำงานคนสำคัญของเครือข่ายฯ ถึงที่มาที่ไปในการตั้งเครือข่ายฯ และแนวทางการทำงานในอนาคต
บัณฑูร เล่าว่า ก่อนการออกแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ฉบับแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนั้นบรรยากาศของการทำประชามติมีความอึมครึมมากกว่าในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด มีความหวาดกลัว ไม่มีความชัดเจนในเรื่องกติกาของการแสดงความคิดเห็น จึงนำไปสู่ความห่วงใยร่วมกันของกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ รวมไปถึงพรรคการเมืองที่รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติที่เป็นมาตรฐานทั่วไปที่เข้าใจกัน ที่เคยผ่านมาตอนปี 2550 มันไม่ใช่แบบนี้ เลยเป็นที่มาของการเริ่มพูดคุย
“พอมาเจอกัน คนก็พูดกันว่าไปเจอกับคนโน้นคนนี้ตามงานแต่งงาน งานเลี้ยง ไปวัด ทุกคนก็พูดประเด็นเดียวกันว่าห่วงกับสถานการณ์แบบนี้ เลยทำให้รู้ว่ามีคนคิดแบบนี้เยอะ ดังนั้นภาคประชาสังคมและวิชาการจึงเป็นตัวนำที่จะเริ่มชวนให้มีการหารือเป็นกิจจะลักษณะ นำมาสู่การคิดว่าควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายร่วมใช้ชื่อว่ากลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย”
“ไม่มีใครเป็นประธาน ไม่มีฝ่ายเลขานุการ ไม่มีการมาบอกว่าต้องรอการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นระบบที่มีโครงสร้างแข็งตัว และไม่มีลำดับขั้นว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ในแง่ของการตัดสินใจการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นอิสระของแต่ละบุคคลและองค์กร”
สำหรับความสำคัญของการให้ประชาชนได้เห็นทางเลือกในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น บัณฑูร ระบุว่า “เราเชื่อว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการตัดสินใจ และจะทำให้การตัดสินใจเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจว่าเลือกทางนี้แล้วจะเกิดอะไร การที่มีข้อมูลไม่ครบจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคุณภาพ”
“เราเห็นว่าวันที่ 7 ส.ค. คือ การตัดสินทางการเมืองครั้งสำคัญ เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองโดยตรงตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าในบรรยากาศอย่างนี้ก็ตาม ดังนั้นถ้าจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.เกิดความชอบธรรม ข้อเรียกร้องที่เสนอไปต้องเกิดขึ้นให้ได้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับ เราก็สามารถก้าวเดินได้โดยที่ไม่ให้ผลของวันที่ 7 ส.ค.กลายมาเป็นชนวนของความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลาย”
การที่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วยจะทำให้ถูกมองเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอยู่หรือไม่? บัณฑูร ตอบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีในงานประชุมประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ในระบบการเมืองจำเป็นต้องมีนักการเมือง หมายความว่า ในระบบการเมืองจะไม่มีนักการเมืองไม่ได้ ทีนี้ภาคประชาสังคมเราก็เห็นว่ามันต้องอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราคุยกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อเป็นบททดลองทางสังคมว่าประเทศควรขยับออกไปจากจุดเดิมที่มองว่าเป็นศัตรูเป็นฝ่ายตรงข้าม”
“เอาคนที่เห็นต่างมาหาจุดร่วมที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ภายใต้จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่เราเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันได้ ในกรณีนี้ คือ กระบวนการทำประชามติที่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าควรเดินไปภายใต้กติกาแบบนี้ เมื่อเป็นกติกาแบบนี้เราก็จะยอมรับผลไม่ว่าจะออกในทางใด”
อย่างไรก็ตาม บัณฑูร ยืนยันว่า ภารกิจของเครือข่ายฯ ไม่ได้จบลงในวันที่ 7 ส.ค. เพราะยังมีงานที่ร่วมกันต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ
“เราเริ่มคุยกันด้วยว่าไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและคงต้องหารือพูดคุยกันต่อ เป็นโอกาสที่พรรคการเมืองกับภาคประชาสังคมและวิชาการจะได้มาทำความเข้าใจในกติกาที่จะเดินต่อร่วมกัน ที่ผ่านมาอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันในบางครั้งบางคราวแต่ถ้าเราจะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นต่างแล้วจะเดินกันไปต่ออย่างไร”
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน การบ้านก็ตามมา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับจะเอาอย่างไร พวกเราจะเข้าไปมีบทบาทจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร กฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ เช่น กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องออกมาภายใน 120 วัน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการไปทำเนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องตามมาที่ต้องทำภายใน 1 ปี และต้องใช้ไปอีก 20 ปี ภาคประชาสังคม นักวิชาการจะอยู่นิ่งเฉยเหรอ”
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน การบ้านก็ชัด กระบวนการร่างใหม่ที่จะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกโหวตคว่ำอีกเป็นครั้งที่สามต้องเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็คุยกันว่าก็ต้องหาข้อมูล สอบถามความเป็นจริงว่าเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติคืออะไร แล้วเอาเหตุผลตรงนั้นมาใช้สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สรุปไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ยังมีงานต้องทำต่อเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อ”
สุดท้ายในมุมมองส่วนตัวของบัณฑูร เกี่ยวกับทางออกสำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คือ รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันก่อนจะลงมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
“ต้องเริ่มต้นจากตัวหลักการและพื้นฐานของความเข้าใจร่วมว่าหลักการของรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไรและต้องผลึกในแก่นความคิดให้ได้ก่อน เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพจะเอาอย่างไร ควรเป็นมาตรฐานเดิมที่ไม่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ใช่หรือไม่ และขยายต่อยอดให้สอดรับกับความตื่นตัว พอตกลงแบบนี้ได้ไม่ยากแล้ว”
“อันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมเดินได้ต่อ ถ้ารัฐบาลเห็นแง่มุมนี้ ก็จะเป็นทางออกที่วินวินกับทุกฝ่าย สังคมจะมาร่วมรับผิดชอบร่วมกันในการออกกระบวนการต่างๆ ซึ่งจะไม่ใช่ปัญหาหนักอกของ คสช.ฝ่ายเดียวแล้ว เป็นเรื่องที่สังคมจะมาแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน มองในมุมนี้ คือ ทางออกร่วมกันนะ”
“เชื่อมั่นว่าถ้าภายใต้กระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับแบบนี้ผลที่ออกมาจะเปลี่ยนไปจากสองฉบับที่เห็นต่างกันมากมายขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลเห็นมุมนี้ และสร้างพื้นที่ที่เปิดให้มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ก็จะได้คำตอบ ซึ่งไม่ใช้เวลานาน”บัณฑูร สรุป


