
ส.ป.ก.กาญจน์ฯเตรียมจัดสรรที่ยึดคืนกว่า3พันไร่ให้เกษตร
กาญจนบุรี - ส.ป.ก.เตรียมนำที่ดินที่ยึดคืนมากว่า 3,000 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกร หนุนทำเกษตรปลอดสารพิษ เป็นชุมชนสหกรณ์ใหญ่สุดของภาคตะวันตก
กาญจนบุรี - ส.ป.ก.เตรียมนำที่ดินที่ยึดคืนมากว่า 3,000 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกร หนุนทำเกษตรปลอดสารพิษ เป็นชุมชนสหกรณ์ใหญ่สุดของภาคตะวันตก
เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ส.ป.ก.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ส.ป.ก.กาญจนบุรี ได้ดำเนินการปิดประกาศ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ปัจจุบันจังหวัดกาญจนบุรีมีแปลงเป้าหมายยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 15 แปลง และอยู่ระหว่างรอประกาศจากเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 1 แปลง คาดว่าจะมีประกาศลงมาให้ ส.ป.ก.กาญจนบุรี ประกาศยึดคืนในเร็วๆนี้
สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.กาญจนบุรี ได้กำหนดพื้นที่เพื่อนำร่องเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ในรูปแบบสหกรณ์ได้คือพื้นที่ตำแหน่งที่ดินประเภท (No 14) เนื้อที่ 1,263 ไร่ ของ นางสาวเพียงใจ หาญพาณิชย์ นักธุรกิจชื่อดังด้านอสังหาริมทรัพย์ และพื้นที่ตำแหน่งที่ดินประเภท (No 15) เนื้อที่ 900 ไร่ ของสมาคมชื่อดังแห่งหนึ่ง รวมทั้งตำแหน่งที่ดินประเภท (AL) เนื้อที่ 1,042 ไร่ ของวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หรือวัดเสือ ซึ่งตำแหน่งที่ดินทั้ง 3 แปลง ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เมื่อนำที่ดินทั้ง 3 แปลงมารวมกันจะได้ทั้งหมด จำนวน 3,094 ไร่ หน้าแปลงติดกับถนนสาย 323 กาญจนบุรี-ไทรโยค
แผนการที่ ส.ป.ก.จะดำเนินการในอนาคตคือจะนำที่ดินทั้งหมดมาจัดสรรให้แก่ราษฎรตามโครงการจัดที่ดินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับพื้นที่ตำแหน่งที่ดินประเภท (No 14) เนื้อที่ 1,263 ไร่ ของ นางสาวเพียงใจ จะแบ่งเป็นพื้นที่รวม จำนวน 563 ไร่ จัดสรรให้ราษฎร รายละ 5 ไร่ จำนวน 700 ไร่ ตำแหน่งที่ดินประเภท (AL) เนื้อที่ 931 ไร่ ของวัดป่าหลวงตาบัว จัดเป็นที่ดินรวม จำนวน 285 ไร่ จัดสรรให้ประชาชน รายละ 5 ไร่ จำนวน 616 ไร่ และตำแหน่งที่ดินประเภท (No 15) เนื้อที่ 900 ไร่ ของสมาคมชื่อดังแห่งหนึ่ง จะแบ่งเป็นพื้นที่รวม จำนวน 400 ไร่ จัดสรรให้ราษฎร รายละ 5 ไร่ จำนวน 500 ไร่ ซึ่งการแบ่งพื้นที่รวมและจัดสรรให้ประชาชน เป็นการสำรวจตามแผนที่ของที่ดินแต่ละแปลง แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่า พื้นที่จุดใดไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่ที่เป็นภูเขา และโขดหิน ก็จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ทั้งนี้ประชาชนที่ได้รับจัดสรรที่ดิน จะต้องประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร เช่น ปลูกพืชผัก หรือผลไม้ชนิดต่างๆ ตามที่ถนัด และจะต้องเป็นสินค้าที่ปลอดสารพิษด้วย อีกทั้งต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์ทุกราย เมื่อผลผลิตออกมา สหกรณ์จะเป็นผู้รับซื้อสินค้าทั้งหมด ซึ่งจะไม่เกิดปัญหาเรื่องของตลาดรับซื้อ เป็นการลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า หากแผนงานประสบผลสำเร็จ เชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นชุมชนสหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันตก และหากมีการพัฒนาพืชผลการเกษตรปลอดสารพิษได้สำเร็จ คาดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อาจจะพิจารณาออกใบรับรองสินค้าให้กับชุมชนก็เป็นได้ ซึ่งจะทำให้ชุมชนสหกรณ์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านการเกษตรที่สำคัญ และเป็นแหล่งจำหน่ายผักปลอดสารพิษที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจะสามารถส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย
อย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน รวมทั้งนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพิ่มองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ที่ได้รับเลือกให้เข้ามาอยู่ในชุมชนสหกรณ์อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี







