
เทคโนเวิลด์
วารสารด้านวิทยาศาสตร์ เนเจอร์ ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่มาของหลุมขนาดใหญ่บนพื้นผิวดวงจันทร์ พบว่า
เปิดที่มา “ใบหน้าคน” บนดวงจันทร์
วารสารด้านวิทยาศาสตร์ เนเจอร์ ตีพิมพ์ผลการวิจัยที่มาของหลุมขนาดใหญ่บนพื้นผิวดวงจันทร์ พบว่า หลุมขนาดใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์เกิดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่กว่า 250 กิโลเมตร (กม.) เมื่อ 3,800 ล้านปีก่อนหน้านี้ ด้วยความเร็วกว่า 7 หมื่น กม./ชั่วโมง ก่อให้เกิดแอ่งทะเลที่เรียกว่า ทะเลแห่งฝน (Mare Imbrium) หรือที่รู้จักกันในนาม ตาขวาของชายบนดวงจันทร์ ขนาดกว้างกว่า 1,200 กม. ความลึกทำมุม 30 องศา โดยดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 80 กม.ถึง 3 เท่า และมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นดาวเคราะห์ก่อนเกิด ซึ่งเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของก๊าซ นอกจากนี้ เศษดาวเคราะห์นับพันที่เกิดจากการพุ่งชนอาจตกลงมาบนโลก สะท้อนว่าในอดีต โลกและดวงจันทร์โคจรอยู่ใกล้กันกว่านี้ ทว่าปัจจุบันภายใต้ระบบสุริยะ ดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีมีการเปลี่ยนวิธีการโคจร ส่งผลให้กลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่โคจรระหว่างดาวพฤหัสบดีและดาวอังคารโคจรอย่างไม่เป็นระเบียบ ส่งผลให้บางส่วนของดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน และอาจพุ่งเข้าชนดาวเคราะห์ชั้นในได้
เดือน มิ.ย. ร้อนพุ่งทุบสถิติ
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซ่า) เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2016 เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 1.3 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในนิวซีแลนด์ ขณะที่สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นโอเอเอ) ระบุว่า เดือน มิ.ย. เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 0.9 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนเดียวกันตลอด 137 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ อุณหภูมิในออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสเปน ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ย จากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย เหลือเพียง 40% ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำแข็งช่วง 30 ปีก่อนหน้านี้ ด้านสถาบันศึกษาอวกาศก็อดดาร์ด ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ ปี ไม่ใช่เรื่องปกติ ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนินโญในปี 2015 ยิ่งทำให้อุณหภูมิพื้นผิวท้องทะเลเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ของฟอสซิลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศกว่า 400 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) บริเวณขั้วโลกใต้
นาซ่าแพร่ภาพ “ออโรรา” จากนอกโลก
เจฟฟ์ วิลเลียมส์ นักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซ่า) ส่งภาพถ่ายแสงสีเขียวของแสงออโรราที่ปกคลุมอยู่บนพื้นผิวโลก ซึ่งถ่ายจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ขณะกำลังโคจรผ่านโลก โดยแสงเหนือเกิดจากการชนกันระหว่างอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์กับสนามแม่เหล็กบนชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งแสงออโรราที่เกิดบริเวณขั้วโลกเหนือเรียกว่า แสงเหนือ (Aurora Borealis) ส่วนแสงออโรราที่เกิดบริเวณขั้วโลกใต้เรียกว่า แสงใต้ (Aurora Australis) ทั้งนี้ สีของออโรราจะขึ้นอยู่กับระดับความสูงของแสงที่ปรากฏ เช่น แสงสีฟ้าและแสงสีม่วงจะปรากฏที่ระดับความสูงต่ำกว่า 120 กม. แสงสีเขียวเข้มปรากฏที่ความสูง 120-180 กม. ส่วนแสงสีแดงปรากฏที่ความสูง 200 กม.
ผลวิจัยชี้ปลาจำหน้ามนุษย์ได้
ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ พบว่า ปลาสวยงามมีความสามารถในการจดจำใบหน้าของมนุษย์ได้ โดยทำการทดลองด้วยปลาเสือพ่นน้ำ พันธุ์ปลาท้องถิ่นของออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการพ่นน้ำออกทางปากเพื่อจับแมลงที่บินอยู่เหนือน้ำ ทั้งนี้ ทีมวิจัยเริ่มทดลองโดยให้ปลาเสือพ่นน้ำจดจำใบหน้ามนุษย์ที่แตกต่างกัน 2 ใบหน้า และฝึกให้ปลาเลือกรูปใดรูปหนึ่งด้วยการพ่นน้ำ และให้อาหารเป็นรางวัล ด้าน เคธ นิวพอร์ท หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า ความสามารถในการจดจำของปลาเสือพ่นน้ำมีความแม่นยำ แม้จะไม่มีสมองชั้นนอกส่วนของการใช้เหตุผลและการจดจำเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ปลาเสือพ่นน้ำสามารถแยกแยะใบหน้าทดลองออกจากใบหน้าอื่นกว่า 44 ภาพ และแยกแยะสำเร็จกว่า 82% โดยปลาพันธุ์ดังกล่าวจดจำใบหน้าด้วยลักษณะศีรษะ ทรงผม และสีผม ทั้งนี้ ผลการทดลองช่วยให้ทีมวิจัยเรียนรู้ความสามารถของปลาในการจดจำสถานที่เพื่อกลับถิ่นฐาน หลังอพยพหนีปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว







