
พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ปั้นเอ็กซิมแบงก์เพื่อชาติ
ปีนี้เป็นปีที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) มีการแต่งตั้งผู้บริหารมากที่สุด หลังจากกระบวนการสรรหาค้างมานาน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ปีนี้เป็นปีที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) มีการแต่งตั้งผู้บริหารมากที่สุด หลังจากกระบวนการสรรหาค้างมานาน สำหรับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติแต่งตั้ง พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์คนล่าสุด ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2559
พิศิษฐ์มององค์กรแห่งนี้ว่า ขณะนี้ใกล้จะเบญจเพสแล้ว เพราะเอ็กซิมแบงก์เปิดมา 22 ปีแล้ว ฉะนั้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวก็ต้องปรับตัวปรับบทบาทของธนาคารเสียใหม่ให้เหมาะสม ธนาคารแห่งนี้มีพนักงานกว่า 600 คน และมีสาขา 9 แห่ง บุคลากรของธนาคารมีความรู้ความสามารถดีมีมาตรฐาน จะต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ด้วย โดยเฉพาะในยามที่การส่งออกไม่ดี แรงกดดันของผู้ส่งออกมีมาก ธนาคารจะต้องเข้าไปเป็นผู้ช่วยเหลือ ดูแลผู้ส่งออก เรามีหน้าที่จะต้องคิดว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ธนาคารสูญเสียอะไร ประเทศชาติได้อะไร องค์กรจะต้องกล้าเดินกล้าทำ แต่ต้องตั้งการ์ดให้สูงในการกำกับดูแลและตรวจสอบ
“พนักงานแบงก์รัฐมักจะกลัว ไม่กล้าทำอะไรเพราะกลัวผิด กลัวจะต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานมากกว่าผลที่จะเกิด ต่างกับเอกชนที่จะมองผลงานมากกว่าให้ความสำคัญกับกระบวนการ ขั้นตอนจึงน้อยกว่า กระบวนการที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปก๊อบปี้ลอกแบบเขามา จะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับองค์กร ไม่ใช่ช้าอืดอาด แม้คุณจะมีแบ็กออฟฟิศที่เจ๋ง แต่คุณช้าไม่ทันเวลา ลูกค้าไม่มาใช้บริการก็ไม่มีประโยชน์” พิศิษฐ์ กล่าว
ฉะนั้น ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งหน้าจะเสนอให้มีการจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาดูการปรับโครงสร้างการบริหารงานของธนาคาร ในหลักการต้องการปรับระบบงานให้มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงบริการของธนาคาร เพื่อประสิทธิภาพและสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
พิศิษฐ์ กล่าวว่า ได้บอกต่อพนักงานให้มั่นใจที่จะทำงาน ทำร้อยเรื่องมีผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็พอรับได้ แก้ไขกันไป แต่ไม่ใช่ทำร้อยผิดห้าสิบ อย่างนั้นไม่ใช่แล้ว จึงจะมีการปรับเปลี่ยนเคพีไอ ที่ใช้ประเมินผลงานพนักงาน ให้มุ่งวัตถุประสงค์ในการทำงานว่าทำเพื่ออะไร ในระหว่างทางก็จะต้องเรียนรู้ไปด้วย ถ้ามีปัญหาปรับเปลี่ยนวิธีการได้ แต่จะต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงตรวจเช็กที่โปร่งใสเพียงพอ ซึ่งจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ในปีแรกก็น่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง และจะให้เห็นผลชัดเจนภายใน 2 ปี
และจากนี้ไปเอ็กซิมแบงก์ต้องกล้าเปลี่ยนที่จะยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น นโยบายที่สำคัญจากนี้มี 3 เรื่อง คือ ธนาคารต้องกล้ายอมรับความเสี่ยง หมายถึงการออกผลิตภัณฑ์ที่จะมาช่วยผู้ประกอบการเรื่องสินเชื่อและการรับค้ำประกัน ซึ่งต่อไปเอ็กซิมแบงก์จะเน้นเรื่องการค้ำประกันในประเทศที่มีความเสี่ยง สอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมการส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กำหนด เช่น แอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้
ทั้งนี้ ธนาคารมีแนวคิดที่จะรับประกันลูกค้าส่งออกให้ธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบที่แบ่งกันรับความเสียหายระหว่างเอ็กซิมแบงก์กับธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วน 70% ต่อ 30% ซึ่งการรับประกันร่วมจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์มีการคัดกรองลูกค้าที่จะมาซื้อประกันไปในตัวด้วย
“เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ส่งออกในการออกไปค้าขายกับประเทศต่างๆ เหล่านี้ และจะขอรัฐบาลให้สนับสนุนการทำงานของธนาคารในรูปของทีมไทยแลนด์ ที่จะพาเอ็กซิมแบงก์ออกไปร่วมโรดโชว์กับหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้หน่วยงานเหล่านี้ไปหาลูกค้า และธนาคารจะทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการในการเปิดตลาด” กรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ กล่าว
สำหรับเรื่องที่สอง มีนโยบายจะเพิ่มจำนวนลูกค้าโดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กให้มากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนรายได้ขึ้น 10% ของผู้ส่งออกทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 3.7 หมื่นราย ให้ได้ภายใน 4 ปี จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งผู้ส่งออกอยู่ที่ 5%
ขณะที่วงเงินที่ปล่อยกู้ต่อรายอาจไม่สูงนัก เพราะจะเน้นการปล่อยกู้ผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอี แต่ก็ตั้งเป้าขยายตัวเพิ่มขึ้นปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 10% ธนาคารจะสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสตาร์ทอัพ ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ดี ต่างชาติจะให้ความสนใจ
กลุ่มที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้า เช่น สินค้าไฮเทค ที่ต่างชาติต้องการ และกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการเงินลงทุนในต่างประเทศ เช่น การทำโรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี รวมถึงกลุ่มที่เปิดตลาดการค้าใหม่ ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และจะเน้นเรื่องการเพิ่มกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีจากปัจจุบันมีจำนวนรายได้คิดเป็นสัดส่วน 40% จะให้เพิ่มเป็น 80-90% ภายใน 2 ปีนี้ ขณะที่จำนวนสินเชื่อคงค้างจากปัจจุบันอยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านบาท ต้องการจะเพิ่มให้เป็น 2 แสนล้านบาท ภายใน 4 ปี
ส่วนนโยบายที่สาม คือ การสร้างพันธมิตร เพื่อเป็นช่องทางในการขยายการทำธุรกิจ เนื่องจากสาขาที่มีอยู่เพียง 9 แห่ง ทำให้การให้บริการไม่ทั่วถึง จึงมีแนวคิดให้หน่วยงานราชการของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ทำหน้าที่เป็นเอาต์เลตในการทำประกันการส่งออกให้ลูกค้า และจะประสานความร่วมมือนี้ไปยังธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะสนใจให้ลูกค้าที่กู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ทำประกันการส่งออกกับเอ็กซิมแบงก์ เพราะจะช่วยการันตีเรื่องการชำระเงินคืนด้วย
พิศิษฐ์ มองว่า ต้นทุนทางการเงินของเอ็กซิมแบงก์ ถ้าเป็นการกู้เงินระหว่างประเทศถือว่าถูกกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่ถ้าเป็นการระดมเงินในประเทศถือว่าสูงกว่าคนอื่น แต่ค่าเฉลี่ยต้นทุนที่ระดมมาของเอ็กซิมแบงก์ ถือว่าต่ำที่สุดในระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพราะมีต้นทุนอยู่ที่ 1% กว่า และเมื่อหักลบดอกเบี้ยเงินกู้กับค่าบริหารจัดการถือว่ามีส่วนต่างกว่า 3% ถือว่ามีส่วนต่างที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับแบงก์รัฐแห่งอื่น แต่จากนี้ไปธนาคารจะดำเนินนโยบายไม่เร่งเรื่องการทำกำไร แต่จะเน้นเรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกค้า เพิ่มจำนวนลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอีมากขึ้น
“สิ่งที่อยากทำให้สำเร็จคือ ต่อไปนี้ หากใครคิดจะขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกต้องนึกถึงเอ็กซิมแบงก์ และกลับมาเป็นที่พึ่งของผู้ส่งออกเหมือนสมัยอดีตที่เคยทำมา และในส่วนของประเทศเหล่านี้จากการศึกษาพบว่าลูกค้ามีความต้องการทั้งสินเชื่อและการประกันการส่งออกมาก” เขากล่าว
พิศิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า “ผมมีปรัชญาในการทำงานคือ คิดดี ทำดี ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะต้องดี เราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานกันเป็นทีม ผมให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กรมาก ทุกคนมีส่วนดี มองในจุดดีแล้วดึงศักยภาพนั้นออกมาใช้ อย่าดูถูกคนว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง ถ้าเรามองแต่ข้อด้อย เราก็จะเห็นแต่ทางตีบตันว่าเขาจะทำได้อย่างไร”
สำหรับนโยบายที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ให้โจทย์ไปคิดว่าจะมีวิธีและการดำเนินงานอย่างไรให้เอ็กซิมแบงก์ขึ้นมามีบทบาทในการเสริมสร้างเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและจะต้องทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมให้ได้ ที่นี่มีพนักงานเก่งๆ เยอะ แต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงไป จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้มองประโยชน์ส่วนรวมมาก่อน ไม่ใช่มองแค่หน้าตักของตัวเอง เอาตัวเองให้รอดเท่านั้น มันไม่ได้ จากนี้ไปจะเริ่มละลายพฤติกรรมจ้างคนนอกเข้ามาเทรนนิ่งทำเป็นโครงการกันเลย
“หากประเทศไปไม่ได้ ส่วนรวมไม่ดี ตัวเราเองก็ไม่มีทางดีไปได้” พิศิษฐ์ กล่าว







