posttoday
ผู้นำกับความประทับใจ

ผู้นำกับความประทับใจ

24 กรกฎาคม 2559

ผู้คนอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกตายได้ ช่วงหยุดยาวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสหกรณ์ออมทรัพย์

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ผู้คนอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกตายได้

ช่วงหยุดยาวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในการสัมมนาสมาชิกและทัศนศึกษาที่เมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ประเทศจีน จากที่เคยได้ยินชื่อของเมืองนี้มาตั้งแต่ปี 2522 ครั้งที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับคณะได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่นั่น และท่านกลับมาเขียนบทความถึงว่า “เป็นเมืองของคนไทยที่น่าสนใจ”

ผู้เขียนคงไม่เล่าซ้ำกับสิ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนไว้เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ที่ท่านเห็นว่าคนไทยที่เมืองเชียงรุ่ง (คนทั่วไปและท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เองก็เรียกจนติดปากว่า “เชียงรุ้ง” แต่คนที่นั่นออกเสียงว่า “เชียงรุ่ง” ที่คนไทยแปลความว่า “เมืองแห่งรุ่งอรุณ” หรือ “รุ่งเรือง” แต่ไกด์ทัวร์ของจีนบอกว่ามาจากคำจีน “จิ้งหุ่ง” โดย “จิ้ง” คือ “เมือง” และ “หุ่ง” คือ “นกยูง” แปลตรงตัวว่า “เมืองนกยูง” ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะสัญลักษณ์ของเมืองนี้คือนกยูง และมีสวนป่าดงดิบที่เลี้ยงนกยูงไว้เป็นพันๆ ตัว) คือส่วนหนึ่งของคนเชื้อชาติไทย เพราะการพูดและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ รวมทั้งศาสนาพุทธ ก็มีเหมือนกันกับคนไทยที่ประเทศไทย

สิ่งที่ผู้เขียนอยากเล่าก็คือ “ผู้นำกับความประทับใจ” โดยเฉพาะความคิดและความรู้สึกของคนจำนวน 1,400 ล้านคนของประเทศจีนที่มีต่อผู้นำของเขา ที่แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้คุยกับคนจีนมากมาย แต่ที่หาโอกาสคุยกับไกด์ทัวร์คนจีนและแม่ค้าแม่ขายที่พูดไทยได้ (สมัยนี้คนเชียงรุ่งที่พูดไทยได้มีจำนวนน้อยลง แต่ก่อนนั้นรวมถึงที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ไปเห็นมายังพูดไทยกันอยู่ทั่วไป แต่นโยบายรัฐบาลจีนได้บังคับให้ทุกเชื้อชาติต้องใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลัก จนคนรุ่นใหม่ที่นี่ไม่ค่อยพูดไทยกันแล้ว) บอกว่าประทับใจ “เติ้งเสี่ยวผิง” มากที่สุด และผู้นำที่คนจีนจำได้มีแค่ไม่กี่คนนอกจากเติ้งเสี่ยวผิง คือ เหมาเจ๋อตุง โจวเอนไหล และสีจิ้นผิง ที่เป็นประธานาธิบดีจีนคนปัจจุบัน

คำว่า “ความประทับใจ” เป็นถ้อยคำเชิงสัมพัทธ์ หมายถึงเป็นความรู้สึกที่ต้องมีการเปรียบเทียบ อย่างในกรณีของความรู้สึกเกี่ยวกับผู้นำก็จะมีการเปรียบเทียบถึงตัวบุคคล ได้แก่ ผลงาน บุคลิกภาพ และ “คำร่ำลือ” ซึ่งคำร่ำลือนี้ก็หมายถึง “การบอกต่อ” คือสิ่งที่เราได้ยินมาจากคนอื่นๆ เกี่ยวกับบุคคลนั้นๆ ที่มีอิทธิพลต่อความประทับใจมากกว่าผลงานและบุคลิกภาพของคนผู้นั้นเสียอีก เพราะคำร่ำลือสำหรับคนที่เรารักก็จะออกไปในด้านดี แต่ตรงกันข้ามคนที่เราเกลียดก็จะออกไปในด้านลบ

เหตุผลที่คนจีน “ประทับใจ” เติ้งเสี่ยวผิงเป็นพิเศษ น่าจะเป็นด้วยเติ้งเสี่ยวผิงคือ “เทพเจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลง” นอกเหนือจากผลงานที่เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ สติปัญญา และความสามารถของเขาแล้ว ก็คือ “คำร่ำลือ” เกี่ยวกับตัวเขา โดยเฉพาะวาทะที่เขาพูดว่า “แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ”

วาทะนี้คนส่วนใหญ่ตีความไปว่า รัฐบาลจะปกครองด้วยลัทธิ อุดมการณ์ หรือวิธีการปกครองอะไรก็ได้ แต่ขอให้แก้ไขปัญหาของประชาชน หรือทำให้ผู้คนทั้งหลายอยู่ดีกินดี ก็ถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่ดี

แต่ถ้าท่านทั้งหลายสังเกต และอย่างที่คนจีนที่ผู้เขียนได้ไปสัมผัสบอกกล่าวมา จะมองเห็นความ “ลึกซึ้ง” ว่า เติ้งเสี่ยวผิงไม่ได้พูดถึงลัทธิหรืออุดมการณ์อะไรเลย อย่างที่เจ้าของร้านปิ้งย่างปลายถนนคนเดินกลางเมืองเชียงรุ่งที่ผู้เขียนกับเพื่อนได้ไปนั่งกินดื่ม แกแอบกระซิบว่าคอมมิวนิสต์ก็ยังเป็นคอมมิวนิสต์ แมวก็ยังเป็นแมว เพียงแต่ว่าเลือกที่จะ “จับหนูกิน” คือไม่กินความฝันลมๆ แล้งๆ “กินอุดมการณ์” อย่างในสมัยเหมาเจ๋อตุง แต่กินหรือมีนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม ไม่ขายความฝัน หรือ “ความหวัง” นั้นอีกต่อไป

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเขียนถึงเติ้งเสี่ยวผิงว่า เติ้งเป็นคนที่รักและเคารพประธานเหมามาก แม้จะถูกปลดออกจากตำแหน่งต่างในพรรคในตอนที่ “แก๊งออฟโฟร์” มีอำนาจ ในปี 2506 กับอีกครั้งหนึ่งใน ปี 2522 ในช่วงที่มีการแก่งแย่งกันเป็นใหญ่ในพรรค แต่ก็เคารพในคำสั่งของประธานเหมาทุกครั้ง นี่คือสิ่งที่เติ้งไม่เคย “เปลี่ยนสี” และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ เพียงแต่มีวิธีใช้หรือ “ประยุกต์” อุดมการณ์นี้ต่างกับคนอื่น คือ ในขณะที่คนอื่นแม้กระทั่งเหมาเองใช้ความเป็นเผด็จการ หรือเน้น “ไม้เรียว” คือการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดรุนแรง แต่เติ้งกลับใช้ความเป็นประชาธิปไตย ด้วยการเพิ่มเสรีภาพทางเศรษฐกิจให้แก่คนจีนเพื่อกระตุ้นการผลิตและสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ แล้วก็ประสบความสำเร็จ

พ่อค้าแม่ขายที่เชียงรุ่งพูด (เบาๆ เพราะยังไม่มีเสรีภาพทางการเมือง) เป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศจีนถ้าไม่มีเติ้งเสี่ยวผิง ประเทศจีนก็ยังคงต้วมเตี้ยมเหมือนคอมมิวนิสต์ในหลายๆ ประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็ใช้ระบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” แบบจีนนี้เป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงยิ่งใหญ่ในสายตาคนจีนคือ ยิ่งนานวันและคนรุ่นหลังแม้จะเกิดไม่ทันเขา แต่ที่คนจีนรุ่นต่อรุ่น “บอกต่อ” ได้สร้างจินตนาการให้ขยายตัวไปมาก กระทั่งถ้าเติ้งเกิดมาอีกและได้ยินเรื่องของเขา อาจจะไม่เชื่อว่านี่คือตัวเขาจริงๆ

ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้เพียงเพื่อจะบอกว่า ผู้นำหลายคนพยายามที่จะสร้างเรื่องราวของตนเองให้คนทั้งหลายประทับใจ แต่ก็ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง กลับกลายเป็นว่ายิ่งสร้างความหมั่นไส้น่าเกลียดชัง

ปฏิรูปหรือสร้างชาติแต่ลมปาก ก็ได้รับแค่ “ขี้ปากเหม็นๆ” ฉันใดก็ฉันนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท