posttoday
"พะเยาโมเดล"วิถีธรรมชาติ ต้นแบบขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ

"พะเยาโมเดล"วิถีธรรมชาติ ต้นแบบขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ

24 กรกฎาคม 2559

วิถีชีวิตที่ยังอิงอยู่กับธรรมชาติ ความเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยไม่ขัดสน คือเสน่ห์ของ “เมืองกว๊าน” หรือ จ.พะเยา

โดย...อักษรา ปิ่นนราสกุล

วิถีชีวิตที่ยังอิงอยู่กับธรรมชาติ ความเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยไม่ขัดสน คือเสน่ห์ของ “เมืองกว๊าน” หรือ จ.พะเยา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบให้พะเยาเป็น 1 ใน 5 จังหวัดต้นแบบ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

ศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน บอกว่า พะเยาโมเดล คือการทำงานแบบมีส่วนร่วมในวิถีวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม คือ ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านบัว ต.บ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการบริการที่เป็นเลิศ หรือความสามารถในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

“คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศร่วมกับจังหวัด มีการบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก คาดหวังว่า จ.พะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดเป้าหมาย สามารถจัดการบริหารประชาชนในกรณีศึกษาให้เป็นเลิศ สามารถสร้างตัวแบบการบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยยึดพื้นที่เป็นหลักและสามารถจัดทำข้อเสนอ ในการปฏิรูประบบกลไกการปฏิบัติงานของจังหวัด เพื่อเสริมสร้างการบูรณาการที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่”

รัฐวุฒิชัย ใจกล้า นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านตุ่น ซึ่งกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศลงพื้นที่มาชมผลงาน บอกว่า ที่ผ่านมา ยึดหลักการบริหารจัดการแบบชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนชุมชน แล้วนำลงสู่การปฏิบัติจนเกิดความสำเร็จหลายๆ ด้าน เช่น การจัดการป่าชุมชน รักษาป่าต้นน้ำ ทำให้มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดปี เมื่อมีอาชีพ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ ไม่ทำลายป่าเพราะตระหนักในคุณค่าของป่าที่มีให้

“การดำรงอยู่อย่างพอเพียง คนที่เลี้ยงสัตว์ก็คิดค้นเรื่องการผลิตก๊าชชีวภาพจากมูลสัตว์ใช้ในครัวเรือน ประหยัดรายจ่าย การปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อสุขภาพ เหลือกินก็ขายสร้างรายได้ปีละนับล้านบาท ฯลฯ จึงสามารถเป็นต้นแบบของชุมชนอื่นที่จะมาเรียนรู้ได้ ทางจังหวัดพะเยาจึงได้เสนอบ้านบัว หมู่ 4 ต.บ้านตุ่น เป็นตัวแทนของพะเยาโมเดล”

นายก อบต.บ้านตุ่น บอกอีกว่า ที่สำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วม คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมคิด นำเสนอ ทำ และทดลองทุกรูปแบบ ท้องถิ่นและรัฐมีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำและส่งเสริมที่เหมาะสม จึงเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การสั่งการ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและความสำเร็จที่ได้รับ ชาวบ้านคือเจ้าของร่วมกัน

ด้าน บาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัว พื้นที่ผลิตข้าวคุณภาพปราศจากสารเคมีซึ่งขึ้นชื่อมาตั้งแต่ปี 2556 มีผลิตภัณฑ์ส่งจำหน่ายเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัม โดยมีรายการสั่งซื้อจากพระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย เดือนละ 1,000 กิโลกรัม (กก.) ที่เหลือบรรจุขายถุงละ 1 กก. มีรายได้เข้าหมู่บ้านเดือนละกว่า 1.2 แสนบาท กล่าวว่า ภายใต้กิจกรรมทั้งหมด ต้องบอกชาวบ้านว่า ผู้ใหญ่บ้าน หรือใครก็ตามทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ส่วนราชการเข้ามาให้คำปรึกษา แนะนำ ท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณ ความรู้ ที่สำคัญชาวบ้านต้องเปิดกว้างรับฟัง ไม่ปิดกั้นคิดว่าตัวเองดีแล้วเพื่อรับความรู้ใหม่ ไม่เช่นนั้นผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์บ้านบัวก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรามีความร่วมมือกันเป็นหลัก

“ยกตัวอย่างเรื่องการจัดการป่า การเพาะปลูกพืชทำการเกษตรต้องไม่ทำลายป่า ไม่บุกรุกป่า เพราะป่าคือต้นทุนทางสังคมที่ยั่งยืน การปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เข่งบ้านบัว ที่ส่งขายทั่วประเทศ เป็นรายได้เสริมยามที่ประชาชนว่างจากการทำเกษตร พอว่างจากทำนาก็สานเข่งมีรายได้เสริม หรือกลุ่มที่ทำข้าวอินทรีย์ก็ปลูกเพิ่มเพื่อขาย หรือคนที่ถนัดสานผักตบชวาก็ทำไป”

ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัวบอกว่า สิ่งสำคัญคือทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า ต้นทางของความอยู่รอดมาจากไหน แล้วต้องไปปกป้องตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการทำมาตลอดตามวิถีท้องถิ่นมาแต่โบราณ ไม่ได้เน้นหนักช่วงใดช่วงหนึ่ง การอยู่อย่างพอเพียงจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ เพียงรักษาทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้มีตลอดไปชั่วลูกหลาน ก็อยู่รอด

ด้าน สหัทยา วิเศษ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร วข.) พะเยา และคณะทำงานเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ กล่าวว่า การทำงานแบบมีส่วนร่วมในวิถีวัฒนธรรมไทยของบ้านบัว มองว่าเป็นการบริหารจัดการตนเองของบ้านบัวแบบองค์รวม ในบริบทการจัดการ “ทุนสังคม” ที่มีอยู่อย่างจำกัด คือ ทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่าต้นไม้เติบใหญ่ แม่น้ำจะรอน้ำฝน แต่การใช้ประโยชน์ดิน ป่าไม้ สายน้ำ คือการมององค์รวมที่ทรัพยากรมีความสัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิง

“ชาวบ้านบัวตระหนักว่า ‘ป่า’ คือ ต้นทางของความอุดมให้น้ำ ให้อากาศ ให้แหล่งอาหาร จึงทำให้เกิดวิถีไทยในการรักษาป่า เช่น การบวชป่า การเลี้ยงผีขุนน้ำ ซึ่งในภาคเหนือก็มีอยู่ทั่วไป แต่ที่บ้านบัวมีลักษณะพิเศษ คือ การอยู่อย่างพอเพียง เมื่อพอเพียงจึงใช้ทุนสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด”

สหัทยา บอกว่า ทุนทางสังคมเหล่านี้ทุกพื้นที่อาจจะมีมากน้อยแตกต่างกัน แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการดูแลรักษาให้อยู่ได้ยาวนาน เพราะบ้านบัวใช้น้ำทำเกษตร อุปโภค เลี้ยงสัตว์ จึงรักษาป่า เมื่อรักษาป่าต้องป้องกันการบุกรุกทำลาย ดอยหัวโล้นที่บ้านบัวจึงไม่เกิด เมื่อทุนทางสังคมมีความยั่งยืน การทำเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา หรือวังมัจฉา ป่าชุมชน เป็นเครื่องมือในการสร้างกลไกการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน

นี่คือแนวทางของคนบ้านบัว จ.พะเยา ซึ่งจะนำไปพัฒนาปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ต่างๆ ที่มีทุนทางสังคมไม่เท่ากัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน