
ครอบครัวอลหม่านแต่สุขสันต์
ลูกลอยยี่ห้อแมวน้ำขายดีมากผลิตเท่าไรก็ไม่พอขาย เนื่องจากในช่วงนั้นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ลูกลอยยี่ห้อแมวน้ำขายดีมากผลิตเท่าไรก็ไม่พอขาย เนื่องจากในช่วงนั้นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงมากจนซื้อไม่ไหว ขณะเดียวกันสินค้าของผู้ผลิตรายอื่นที่มีจำหน่ายอยู่ภายในประเทศก็ไม่มีคุณภาพ เกิดปัญหาลูกลอยแตกและรั่วจนชาวประมงไม่อยากซ่อมแหอวน แต่ลูกลอยตราแมวน้ำของเรามีคุณภาพดีกว่าสินค้าจากทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งราคาถูกกว่ามาก ซึ่งเรื่องคุณภาพของสินค้าต้องยกความดีให้ภวัฒน์ที่ทั้งเก่งและทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกรายละเอียด อีกทั้งรู้จักการสร้างตราสินค้าของตนเองตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่เลยทีเดียว
ลูกค้าบางรายกลัวว่า เราจะไม่มีสินค้าขายให้ ถึงกับยอมจ่ายเงินมัดจำให้เราล่วงหน้าก่อนเป็นเดือนๆ ขอเพียงให้ผลิตสินค้าส่งให้กับพวกเขาเท่านั้น เรียกว่าตอนนั้นธุรกิจพลิกกลับ จากที่ผมเคยต้องให้เครดิตลูกค้า นำสินค้าไปให้ก่อนแล้วรับเงินภายหลัง แต่กลายเป็นว่า ถึงยุคนี้ลูกค้าต้องง้อผมนำเงินมาให้ผมก่อน เพราะกลัวไม่ได้สินค้าจากผม ลูกค้าภาคใต้เริ่มเรียกภวัฒน์ว่า “เสี่ย” แทนที่จะเรียกว่าอาตี๋เหมือนแต่ก่อน
เมื่อมองย้อนอดีตถึงธุรกิจที่เติบโตขึ้นของผม ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ธุรกิจ หากชีวิตภายในครอบครัวก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เกิดความวุ่นวายขึ้นมากมายหลายอย่างในช่วงนั้น แต่จริงๆ แล้วความวุ่นวายเกิดขึ้นมาโดยตลอด ช่วงที่ทำธุรกิจสินค้าเกี่ยวกับการประมงทั้งหมดเป็นช่วงเวลาที่โกลาหลอลหม่านที่สุด เพราะพวกเราต้องทำงานกันมือเท้าเป็นระวิง
สินค้าขายดี พวกเราทุกคนก็ต้องวุ่นวาย เพราะต้องผลิตสินค้าเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ผมต้องใช้ความคิดในการบริหารและดูแลบริษัท ซึ่งมีหลายด้าน และยังต้องหมุนเงิน คอยหาแหล่งเงินกู้ ในขณะที่ภายในบ้านก็มีงานให้ทำมากมาย
เนื่องจากครอบครัวของเราเป็นครอบครัวใหญ่ ตอนนั้นลูกๆ ของผมส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กเล็กๆ มีแต่ ภวัฒน์ และลูกสาว 3 คนที่โตกว่าน้องๆ คือ อมรรัตน์ รติพิณ รติพร ที่เป็นกำลังช่วยแบ่งเบาภาระได้
ภวัฒน์ถือเป็นกำลังหลักสำคัญ รับผิดชอบด้านเทคนิคต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การพัฒนาสินค้า และช่วยการขายบ้าง ส่วนลูกสาว 3 คน ช่วยดูแลน้อง จัดเตรียมอาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องใช้ ช่วยงานทั่วไปทั้งที่บ้านและโรงงาน วันไหนที่พวกเขาไปโรงเรียนจะมีช่วงวุ่นๆ ในตอนเช้าเตรียมไปโรงเรียนและหลังกลับจากโรงเรียน
คู่ชีวิตทั้งสองคนของผมก็ต้องวุ่นวายกับภารกิจต่างๆ เกี่ยวกับลูก และงานในบ้านชิวบ๊วยหรือแม่ใหญ่ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่สำคัญในธุรกิจด้านฝ่ายผลิต เป็นผู้จัดการโรงงาน ดูแลการผลิต ดูแลคนงาน รับคนงาน และยังเป็นกำลังหลักในการดูแลเรื่องอาหารการกินของคนงานทั้งหมด รวมทั้งการเก็บเงินค่าเช่าบ้าน ซึ่งเรื่องหลังนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย การจะเก็บให้ได้นั้นต้องมีศิลปะ ทั้ง “บู๊” ทั้ง “บุ๋น”
ผมยอมรับเลยว่าหน้าที่นี้ผมทำได้ไม่ดีเท่าชิวบ๊วย เพราะเวลาที่ไปเก็บเงินเจอลูกบ้านผัดผ่อน อ้างความจำเป็นโน่นนี่ ผมก็พูดไม่ออกแล้ว แต่ชิวบ๊วยมีวิธีทำให้ลูกบ้านไม่กล้างอแง มีผัดผ่อนบ้างก็ไม่มาก เธอสามารถเก็บค่าเช่าได้เกือบครบทุกเดือน บางครั้งที่เราต้องใช้เงินด่วน เธอก็สามารถไปขอกู้เงินจากลูกบ้านก่อน แล้วค่อยหักค่าเช่าภายหลังก็มี
ส่วนวราพิณ หรือแม่เล็ก คู่ชีวิตคนที่สองของผมนั้น มีหน้าที่สำคัญในธุรกิจด้วยเช่นกัน เธอทำหน้าที่เป็นฝ่ายขาย จัดส่งสินค้า รับคำสั่งซื้อ ส่งเงินเข้าธนาคาร งานหลักของเธอคือขับรถติดต่อธุรกิจต่างๆ แทนผม แล้วอีกอย่างก็คือเธอต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยเหลือชิวบ๊วยทำงานบ้าน ดูแลจัดการให้เด็กๆ แต่งตัว กินข้าว เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน แล้วก็เป็นคนขับรถไปส่งที่โรงเรียนด้วย
รถที่ใช้ขับไปส่งคือรถกระบะและรถตู้ของโรงงาน สาเหตุเพราะสามารถบรรทุกลูกๆ ทั้งโขยงของผมได้ เวลาที่วราพิณขับรถไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียน หากเป็นคนที่ไม่รู้จักครอบครัวของเรา คงต้องมองจนเหลียวหลัง หรือไม่ก็มองด้วยความงุนงง เพราะในสมัยนั้น ไม่ค่อยมีผู้หญิงขับรถ แถมวราพิณเองอายุแค่ 20 กว่าๆ มาขับรถกระบะบรรทุกเด็กหลายคนเป็นภาพแปลกตา
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







