posttoday
รอบคอบโปร่งใส

รอบคอบโปร่งใส

23 กรกฎาคม 2559

หลายครั้งที่กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของราชการ ทำให้โครงการของรัฐหลายอย่างเดินหน้าไปค่อนข้างช้า

หลายครั้งที่กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของราชการ ทำให้โครงการของรัฐหลายอย่างเดินหน้าไปค่อนข้างช้า แต่อีกด้านข้อบังคับต่างๆ ก็มีส่วนช่วยแก้ปัญหาทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลจะใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์เข้าไปแก้ปัญหาความเชื่องช้าดังกล่าว รัฐบาลก็ควรจะต้องรอบคอบและต้องสร้างความโปร่งใสในการจัดการปัญหา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการรั่วไหล ทั้งกินตามน้ำหรือทวนน้ำ

เช่นเดียวกับการใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ปัญหาการบริหารจัดการโครงการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงที่ค้างคาอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ คุ้มกับภาษีของรัฐที่ทุ่มลงไปได้มากขึ้น โดยตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 42/2559

ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เร่งรัดการเจรจาคัดเลือกเอกชนเข้ามาบริหารการเดินรถไฟฟ้าสวนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ รวมทั้งการเชื่อมต่อการเดินรถ 1 สถานี ระหว่างสถานีบางซื่อ (รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง) และสถานีเตาปูน (รถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงคงที่บางใหญ่-เตาปูน) โดยกำหนดให้มีการลงนามสัญญาให้เสร็จได้ใน 135 วัน หรือ 4 เดือนครึ่ง

สำหรับคำสั่งนี้จะมีผลให้ยกเลิกขั้นตอนการส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ให้ความเห็นชอบก่อนเจรจากับเอกชนรายเดิม คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีอีเอ็ม เพื่อให้เกิดการเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน และทำให้การดำเนินการมีประสิทธิผลรวดเร็วและเกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวได้กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก หรือคณะกรรมการตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2556 ที่ทำหน้าที่คัดเลือกเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายดังกล่าวยุติการดำเนินการ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2556 และให้บอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร รวมถึงหลักเกณฑ์อื่น เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมต่อหรือร่วมใช้กิจการรถไฟฟ้า

ทั้งนี้ เพื่อความรัดกุม บอร์ด รฟม.จะต้องฟังความเห็นจากกระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการความร่วมมือการป้องกันการทุจริต รวมทั้งจะต้องให้คณะกรรมการตามมาตรา 35 ชุดเดิม ประชุมร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งฉบับนี้ จากนั้นให้คณะกรรมการทั้งสองคณะเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมคือบีอีเอ็ม เมื่อเสร็จใน 105 วัน ให้ส่งสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาให้เสร็จใน 30 วัน รวมเวลาที่ใช้ทั้งหมด 135 วัน

จากภาพรวมจะเห็นได้ว่า เป็นการยุติการเจรจารวมทั้งปัญหาเดิมๆ ทั้งหมด เพื่อมาเริ่มกันใหม่ที่คณะกรรมการกำกับดูแล ที่ตั้งตามมาตรา 44 ซึ่งทำให้ไม่ต้องโดนฟ้องหรือร้องเรียนเกิดความล่าช้า แต่ด้วยจากการไม่มีการเปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นไปเสนอผลประโยชน์ให้รัฐแข่ง คณะกรรมการจึงต้องเปิดเผยข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกับเอกชน ให้เห็นว่าภาษีที่รัฐบาลใช้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทำรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจนครบวงกลม พร้อมทั้งมีทางเชื่อมต่อกับสายสีม่วงรอไว้อยู่แล้ว เกื้อหนุนคนเดินทางเข้าระบบรถไฟฟ้าทั้งสองสีระหว่างกัน และอาจต้องยืดเวลาสัมปทานสายสีน้ำเงินกับสายสีม่วงให้ไปหมดพร้อมกันตามจำนวนปีใหม่ คุ้มค่ากับประโยชน์ที่รัฐได้กลับมา โดยเฉพาะค่าตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายจะถูกลงกว่านี้ได้หรือไม่ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมั่นใจว่ารอบคอบโปร่งใสอธิบายได้ก็ลุยเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท