posttoday
เตือนหนี้ท่วมตลาดเกิดใหม่

เตือนหนี้ท่วมตลาดเกิดใหม่

22 กรกฎาคม 2559

มูดี้ส์เตือนหนี้ท่วมตลาดเกิดใหม่ เอกชนกู้ยืมเพิ่ม-ออกบอนด์สกุลต่างชาติ เสี่ยงรับมือผันผวนนอกประเทศไม่ไหว

มูดี้ส์เตือนหนี้ท่วมตลาดเกิดใหม่ เอกชนกู้ยืมเพิ่ม-ออกบอนด์สกุลต่างชาติ เสี่ยงรับมือผันผวนนอกประเทศไม่ไหว

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เปิดเผยว่า หนี้ตลาดเกิดใหม่ขยายตัวขึ้นถึง 3 เท่าในรอบ 10 ปี โดยหนี้ในสกุลต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 105 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2005 เป็น 8.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 287 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่อขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปรับตัวขึ้นเป็น 54% เมื่อเทียบกับ 40% ในปี 2008

ขณะเดียวกัน หนี้ในสกุลต่างประเทศยังเพิ่มขึ้นสูงถึง 350% ต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ เมื่อเทียบกับ 250% เมื่อปี 2007 แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่ในการรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในต่างประเทศ แม้ตลาดเกิดใหม่เหล่านั้นจะมีการป้องกันวิกฤตหนี้ที่ดีขึ้นจากช่วงต้นยุค 2000 โดยมีอัตราแลกเปลีี่ยนที่ยืดหยุ่นและฐานะทางการคลังที่ดี

สถาบันจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ระบุว่า หนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากการกู้ยืมในภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโลก โดยหนี้ภาคเอกชนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 14.3% นับตั้งแต่ปี 2005 เมื่อเทียบกับหนี้ภาครัฐที่ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 5.9% ขณะที่การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนก็ขยายตัวขึ้นจาก 51% เมื่อปี 2005 เป็น 70% ในปี 2015 อีกด้วย

นอกจากนี้ มูดี้ส์ ระบุว่า เอเชียแปซิฟิกยังมีการขยายตัวของระดับหนี้มากกว่าภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 13.5% โดยเฉพาะจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และมาเลเซีย ต่างมีระดับหนี้ต่างชาติที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคที่เสี่ยงต่อวิกฤตหนี้มากที่สุดคือ ตลาดเกิดใหม่ในยุโรป ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ตามลำดับ ในขณะที่ตะวันออกกลางและแอฟริกายังมีความเสี่ยงต่อหนี้สกุลต่างชาติต่ำ

“เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังคงยากจะฟื้นตัวในระยะกลาง พวกเราคาดการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงต่ำไปอีกหลายปี ซึ่งจะกระทบต่อรายได้จากต่างชาติและทุนสำรองระหว่างประเทศสำหรับประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์” สถาบันจัดอันดับชื่อดัง กล่าว

ด้าน นายเดวิด เฮ็นสลีย์ ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจโลกของเจพีมอร์แกน วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ เปิดเผยรายงานวิจัยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงระหว่าง 2013-2016 มีความผันผวนต่ำกว่าช่วงปี 2004-2007 ซึ่งต่างเป็นช่วงตรงกลางในวัฏจักรเศรษฐกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่ขยายตัวไปจนถึงภาวะถดถอย เช่น จีนที่อยู่ที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งเป็นตัววัดการกระจายของข้อมูล โดยคิดจากจีดีพีรายไตรมาส ในช่วงปี 2004-2007 อยู่ที่มากกว่า 3 เมื่อเทียบกับราว 0.5 ของปี 2013-2016

นายเฮ็นสลีย์ ระบุว่า การที่เศรษฐกิจในแต่ละชาติต่างมีความผันผวนน้อยลง ช่วยลดผลกระทบจากสัญญาณลบทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเบร็กซิต โดยการส่งสัญญาณและการออกนโยบายของธนาคารกลาง ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจในต่างชาติได้ รวมถึงการตั้งเป้าหมายการขยายตัวอัตราเงินเฟ้อ ยังทำให้ธนาคารกลางเป็นตัวบริหารจัดการความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

“ชุดความคิดในปัจจุบันคือ เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น พวกเขาจะระแวดระวังความเสี่ยงทั้งหลายทั้งมวล นโยบายของธนาคารกลางเป็นตัวช่วยให้เกิดชุดความคิดดังกล่าว” นายเฮ็นสลีย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่กลับไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น สหรัฐและญี่ปุ่นที่ต่างมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในช่วงปี 2004-2007 มากกว่าช่วงปี 2013-2016 หมายถึงมีความผันผวนในการขยายตัวเศรษฐกิจแต่ละไตรมาสต่อไตรมาสมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท