
"นายกฯ"มอบนโยบายแผนพัฒนาศก.ฉบับ12รับกดดันต้องสางงานให้เสร็จระยะแรก
"พล.อ.ประยุทธ์" มอบนโยบายแผนพัฒนาศก.ฯ ฉบับที่ 12 ยัน เดินหน้ายุทธศาสตร์ประเทศ 6-6-4 ขออย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤต รับกดดันต้องสางงานให้เสร็จระยะแรก คุยไม่โดดเดี่ยว เพราะมีรมต.-ขรก.ร่วมเดินหน้าประชารัฐ
"พล.อ.ประยุทธ์" มอบนโยบายแผนพัฒนาศก.ฯ ฉบับที่ 12 ยัน เดินหน้ายุทธศาสตร์ประเทศ 6-6-4 ขออย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤต รับกดดันต้องสางงานให้เสร็จระยะแรก คุยไม่โดดเดี่ยว เพราะมีรมต.-ขรก.ร่วมเดินหน้าประชารัฐ
เมื่อวันที่ 22 ก.ค.เวลา 09.00 น.ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธานเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เรื่อง ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช.ร่วมงาน
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า การจะทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ถือเป็นโอกาสสำคัญของชาติและคนไทยในช่วงที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศ ไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน ซึ่งวันนี้เรามีรถไฟขบวน 6-6-4 โดย 6 คือปียุทธศาสตร์ และ 6 ด้านปฏิรูปส่วน 4 คือปียุทธศาสตร์เสริม ซึ่งจะเป็นแผนระยะยาวที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เราต้องใช้โอกาสสำคัญนี้เปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีกว่าเดิม อย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤต เราต้องลดความเสี่ยงอนาคตให้ได้ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน
"ทุกครั้งที่ถูกติดดอกไม้ตรงอกเสื้อ เวลาอยู่ข้างล่างไม่รู้สึกอะไร แต่พอขึ้นมายืนพูดบนเวที ผมรู้สึกเหมือนเป็นจำเลย ที่ต้องทำงานให้สำเร็จ นั่นคือปัญหาของผม แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมต้องทำมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะรัฐมนตรี ข้าราชการ ช่วยกันทำ พลังประชารัฐก็เดินหน้าโดยตลอด เพียงแต่กดดันในหลายเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จในระยะแรก ขณะที่ยังบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้" นายกฯกล่าว
นายกฯ กล่าวว่า สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 จะต้องแก้ปัญหาเดิม ของ11 แผนที่ผ่านมาซึ่งทำไม่สำเร็จ เพราะที่ผ่านมาทำงานไม่เป็นเชิงรุก ไม่ทำงานต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้รัฐบาล และคสช. จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงโดยเร็ว หากทุกอย่างเรียบร้อยแผนนี้จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนต.ค.นี้ เป็นการกำหนดว่าประเทศจะเดินหน้าอย่างไรในช่วง 5 ปี และจะเห็นได้ว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากโรดแมปที่วาวไว้ทั้งสิ้น ยืนยันว่าทุกอย่างยังเดินหน้าเว้นแต่บางเรื่องที่ทำไม่ได้ นั่นคือปัญหาของประเทศไทย
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสร้างความเข้มแข็ง เพราะประเทศเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันโดยขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งวันนี้รายได้ประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญสุด หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง นับวันรายได้จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะปัจจัยภายนอกและประเทศอื่นมีความเข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้นไทยจะชะลอตัวอยู่ต่อไปไม่ได้ และอย่าให้ปัญหาอื่นมาทำสิ่งที่วาดฝันไว้ในอนาคตถูกทำลาย
นายกฯ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ไม่ใช่วันไหนตนไม่ได้พูดแล้วไม่ได้ทำงาน ทำทุกวัน เช้าถึงเย็น เวลาไปไหนก็ได้สั่งกลับมา ตลอดที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยทิ้งประเทศ ไม่เคยทิ้งพวกเราสักคน รับฟังความคิดเห็นตลอดไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตนก็รับทั้งหมด เพราะถือว่า ได้ประกาศไปแล้วว่าตนต้องรับผิดชอบ วันนี้อยากขอเพียงร่วมกับตนหน่อยว่าจะทำอย่างไร ลองคิดตามดูแล้วกัน ขณะที่คนในความหมายของสังคมไทย คนที่มันทำให้มันยุ่ง ถ้าเรียกมนุษย์มันไม่เข้าใจ ถ้าเรียกคนมันวุ่นวายไปหมด มันอยู่ที่คน อยู่ที่คนให้มันดีก็แล้วกัน ถ้าคนดีมันก็ไม่มีความสับสนวุ่นวาย แบบหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ซึ่งตนบังคับใครไม่ได้ คนบังคับและคนที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือประชาชนทุกคน เพราะเป็นคนกำหนดวิถีทางประชาธิปไตย เป็นคนเลือกผู้แทนฯ เลือกส.ส.เลือกพรรคการเมืองเป็นรัฐบาล อยู่ที่ท่านทั้งหมด ตนบังคับเขาไม่ได้ ตนตีกรอบให้ได้ ซึ่งมันควรเป็นรัฐบาลที่แล้วทำ
นายกฯ กล่าวว่า หลายประเทศที่มาก็มาชี้แจงถามว่า จะหลุดพ้นกับดักภายในกี่ปี สิ่งเหล่านี้ต้องกำหนดเวลา แต่เราเคยมีไหม ไม่มีหรอก วันนี้เราต้องมาช่วยกัน ตนไม่ได้รังเกียจนักการเมือง เพราะวันหน้านักการเมืองก็ต้องเข้ามาอีก ถ้าประชาธิปไตยไม่เอานักการเมืองมา แล้วจะเอาใคร กลไกมันเป็นอย่างนั้น ก็เตรียมตัวให้ดี ทั้งคนเลือก และคนถูกเลือก ทั้งนี้ ตนได้นำ 37 วาระปฏิรูปบางส่วนมาทำแล้วบ้าง อันไหนยังทำไม่ได้มาวางไว้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้รัฐบาลหน้าทำต่อ เชื่อว่าถ้าทำแบบนี้จะไปได้หมด และนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นเข็มทิศนำทาง เพื่อให้มีภูมคุ้มกันที่ดี เดินอย่างระมัดระวัง ประมาณตัวเอง โดยคนเป็นศูนย์กลางพัฒนา และต้องเป็นคนดีที่มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาล รู้ดี รู้ชั่ว เพื่อสังคม องค์กร รัฐบาล ข้าราชการที่มีจริยธรรม ธรรมาภิบาล ไม่ใช่ร้องเรียนกันไปกันมาตลอด







