posttoday
การฑูตเชิงลับสไตล์ไทย-เขมร

การฑูตเชิงลับสไตล์ไทย-เขมร

16 สิงหาคม 2553

....สุเทพ กล่ำทวี

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา อันสืบเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทด้านดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะหาทางออกหรือทางลงได้ง่ายๆ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นด้านความพยายามดำเนินการทางการทูต (Diplomatic Maneuvers) ของทั้งสองประเทศ

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงทิศทางของการดำเนินการทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาในรอบปีที่ผ่านมา ถ้าเรามองด้วยความเป็นกลางและใช้วิจารณญาณไม่เข้าข้างประเทศของเราจนเกินเหตุ จะเห็นว่าการดำเนินการทางการทูตของรัฐบาลนายฮุนเซน มักจะก้าวล้ำหน้าประเทศไทยไปอย่างน้อย 1 ก้าวอยู่เสมอๆ เช่น ความพยายามล่าสุดที่ประเทศบราซิลในการที่จะให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแผนการบริหารจัดการพื้นที่รอบบริเวณปราสาทพระวิหารและขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยสามารถทำให้ทีมงานของรัฐบาลไทยถึงกับปั่นป่วนและต้องกลับมาทะเลาะกันเองเป็นการภายใน

จากผลของมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เลื่อนการพิจารณาญัตติของกัมพูชาออกไปอีก 1 ปี ถ้าจะมองกันให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าเป็นชัยชนะทางการทูตของกัมพูชาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เนื่องจากว่าถ้าข้อเสนอของกัมพูชาไม่มีน้ำหนักอะไรเลย ไฉนเลยคณะกรรมการมรดกโลกจึงต้องยืดเวลาพิจารณาออกไปอีก 1 ปี และจากการเปิดเผยของ สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นหัวหน้าคณะไปเจรจาเพื่อหาทางยับยั้งไม่ให้กัมพูชาดำเนินการอะไรได้โดยอำเภอใจ จะพบว่าการทำงานของกัมพูชาเป็นไปด้วยความแยบยลและมีระบบ โดยเฉพาะการเตรียมการซึ่งแตกต่างจากการทำงานของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลไทยพึงตระหนักก็คือ กัมพูชาเล่นการเมืองผ่านทางการทูตเป็น และถ้าจะพูดกันแบบชาวบ้านๆ หน่อยก็จะสามารถพูดได้ว่า กัมพูชาเล่นการเมืองโดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทบริเวณปราสาทพระวิหารผ่านทางการทูตเชิงลับ (Secret Diplomacy) ได้อย่างแยบยลและค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะเห็นได้จากการเปิดเผยของนักวิชาการไทยผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลกบางท่าน ที่ออกมาระบุว่า ขณะนี้ประเทศอื่นๆ หลายประเทศเข้าใจว่าบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นสมบัติของเขมรไปแล้วไม่ได้เป็นของไทย ถ้ารัฐบาลเขมรไม่มีความสามารถด้านการทูตการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูลทั้งในเชิงเปิดเผยและในเชิงลับต่อนานาประเทศ ไฉนเลยประเทศอื่นๆ หลายประเทศจึงจะสามารถเห็นคล้อยตามเขมร และกำลังมองว่าประเทศไทยเล่นอะไรกันอยู่

ผู้เขียนเคยเขียนลงในคอลัมน์นี้มาแล้วหลายครั้งเรื่องการดำเนินการทางการทูตทั้งทางลับและการทูตทางแจ้ง (Public Diplomacy) โดยเฉพาะการเตรียมตัวและการกำหนดกลยุทธ์การเจรจาเพื่อให้แต่ละประเทศได้ประโยชน์จากการดำเนินการทางการทูตมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ สิ่งที่เขมรได้ดำเนินการมาโดยตลอดโดยเฉพาะด้านความพยายามที่จะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียวสามารถทำให้ฝ่ายไทยต้องวิ่งไล่ตามและต้องพยายามหาทางแก้ไขทั้งด้านการทูตและด้านการปรับเปลี่ยนมาตรการตอบโต้มาโดยตลอด ผู้เขียนยังไม่เห็นว่ารัฐบาลไทยจะเป็นฝ่ายดำเนินการเชิงรุกทางการทูตต่อเขมรได้เลยในรอบปีที่ผ่านมา

สัปดาห์หน้ามาติดตามกันต่อถึง ข้อดีข้อเสียของการใช้การทูตทางลับและการทูตทางแจ้ง ตลอดจนการทูตแบบตั้งรับและการทูตแบบรุก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน