
เปิดตลาดการค้าใหม่ ทำได้แค่พยุงส่งออก
รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะปักธงผลักดันส่งออกไทยปีนี้ให้มีอัตราการเติบโต 5%
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะปักธงผลักดันส่งออกไทยปีนี้ให้มีอัตราการเติบโต 5% แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะประกาศตัวเลขการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 2559) มีมูลค่าอยู่ที่ 8.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ามูลค่าการส่งออกในเดือน มิ.ย.จะอยู่ที่ 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวลง 4% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในครึ่งปีแรกมีมูลค่า 1.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวลง 2.25% โจทย์ใหญ่ในช่วงที่เหลือของปีหรืออีกไม่ถึง 6 เดือนนี้ จะมีมาตรการอะไรออกมาอีกที่จะเข็นให้การส่งออกไทยไต่ระดับไปอยู่ที่ 5%
ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะระดมสมองหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงสถานการณ์การส่งออกและแผนงานการผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้จะดำเนินการอย่างไร และมีแผนงานเร่งด่วนอะไร รวมไปถึงการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมาย
ท่ามกลางที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ตลาดส่งออกหลักๆ ของไทยก็ได้ซบเซาและซวนเซไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐ และยุโรป เป็นการซ้ำเติมให้การส่งออกไทยลำบากมากขึ้น วิจัยกรุงศรีสรุป 3 ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกไทยซบเซาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 ได้แก่ 1.เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า 2.โครงสร้างทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และ 3.ปัญหาเชิงโครงสร้างเฉพาะตัวของไทยจากขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ เมื่อส่องตลาดส่งออกสำคัญของไทย 5 อันดับแรก คือ 1.สหรัฐอเมริกา มูลค่าส่งออก 3.39 แสนล้านบาท คิดเป็น 11 % ของการส่งออกทั้งหมด 2.จีน 3.11 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.1% 3.ญี่ปุ่น 2.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 9.7% 4.ฮ่องกง 1.56 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.1% และ 5.มาเลเซีย 1.44 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.7% เมื่อประเทศส่งออกหลักๆ ของไทยมีปัญหาเป็นธรรมดาก็จะต้องลากให้การส่งออกไทยหดตัวลง
หนึ่งในนโยบายของรัฐคิดว่าหากตลาดส่งออกหลักไทยมีปัญหาจะต้องไปแสวงบุกเบิกตลาดใหม่ๆ รองรับตลาดส่งออกหลักๆ ที่ซบเซา ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และตลาดประเทศเปิดใหม่ โดยกระทรวงพาณิชย์กำหนดเป้าหมายการทำตลาดครึ่งปีหลัง จะเน้นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ กลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และแนวโน้มเศรษฐกิจดี นอกจากรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนด้านการบุกเบิกตลาดใหม่ๆ ยังต้องให้การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกมีความมั่นใจในการลดความเสี่ยงที่จะส่งออกไปแล้วเก็บเงินปลายทางไม่ได้
ด้าน พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ได้นำเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกต่อ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แล้ว โดยมาตรการที่ผ่านความเห็นชอบคือ การที่เอ็กซิมแบงก์จะเข้าไปค้ำประกันเครดิต (แอลซี) ให้กับผู้ส่งออกที่ไปเปิดตลาดการค้าใหม่
ทั้งนี้ หลังจากที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เกิดความผันผวนอย่างหนักของค่าเงินทุกสกุล ทำให้การส่งออกของไทยติดลบ เพราะตลาดหลักอย่างจีน อาเซียน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ก็ลดการสั่งซื้อสินค้าลงมาก ทำให้ผู้ส่งออกหันไปเจาะตลาดการค้าใหม่ คือ อเมริกาใต้ และแอฟริกา แต่เกิดความไม่มั่นใจว่าเมื่อมีออร์เดอร์และเปิดแอลซีส่งสินค้าไปแล้วจะได้รับการชำระค่าสินค้าหรือไม่ เพราะคู่ค้าบางรายเป็นลูกค้าใหม่
“การหาตลาดทดแทนตลาดที่หดตัวลงเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ยั่งยืน เพราะหากเปิดตลาดได้แล้วก็กินยาว ขณะนี้ยอดการส่งออกไปตลาดใหม่ยังไม่มาก หากมีการค้ำประกันเครดิตการส่งออกก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางปรับโครงสร้างการส่งออกในระยะยาวด้วย”
การรุกในตลาดส่งออกไปอเมริกาใต้และแอฟริกา เพื่อที่ช่วยประคองส่งออกไม่ให้ติดลบนั้นก็เป็นโจทย์ที่น่าคิด
เศรษฐกิจในอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม และผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกับประเทศไทย ทำให้ในแต่ละปีปริมาณสินค้าออกและสินค้าเข้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในทวีปอเมริกาใต้จึงมีไม่มากนัก จากข้อมูลเดือน พ.ค. 2559 มีมูลค่าการส่งออก 3.1 หมื่นล้านบาท โดยสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้า ได้แก่ กาแฟโกโก้ สินแร่จากประเทศบราซิล เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา และสินค้าที่ประเทศไทยส่งออก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จ อัญมณี ผ้าไหม และสินค้าอื่นๆ แม้ว่าอเมริกาใต้นับเป็นตลาดที่ห่างไกลที่สุด แต่ก็เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย แนวทางในการช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะเอสเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถแข่งขันได้มากขึ้นทางการค้าระหว่างประเทศ ช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออกของไทยอีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญการจะแก้ไขปัญหาการส่งออกให้ได้อย่างยั่งยืน จะต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาคอุตสาหกรรมของไทยปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ก่อให้เกิดสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของโลกที่ไม่หยุดนิ่ง และเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก







